H-beam vs I-beam คานสองชนิดนี้ต่างกันอย่างไร⁉️

คานแบบไหนเรียก H-beam คานแบบไหนเรียก I-beam🧐

.

เมื่อเราพูดถึงงานโครงสร้าง "คาน" หรือ beam คือพระเอกที่ใช้รับน้ำหนักแนวขวาง ทำให้คานเสียหายได้ 2 แบบ คือ

1. การดัด (Bending) เหมือนเอาดินสอมาดัด มันจะงอ และหักออกจากกัน

2. การเฉีอน (Shearing) เหมือนเอามือกดก้อนเต้าหู้ มันจะขาดจากกัน

.

จากการใช้งาน ทดลอง และวิจัยมาหลายศตวรรษ พบว่าคานที่หน้าตัดเป็นรูปตัว I หรือตัว H ตะแคง เป็นรูปแบบคานที่พังยากที่สุด

.

คานที่ทำวัสดุเดียวกัน เช่น เหล็กเหมือนกัน หรือไม้ชนิดเดียวกัน และใช้ปริมาณเนื้อวัสดุเท่ากัน หน้าตัดที่เป็นรูปตัว I หรือ H ทนที่สุด

.

🅷 H-beam

เป็นคานที่มีหนัาตัดเป็นรูปตัว H ตะแคง หรือหมุน 90º มีส่วนปีก (flange) ที่กว้างและปีกหนาเท่ากันตลอด ตามมาตรฐานสากลเรียกว่า Wide Flange Beam (W-beam) ในประเทศไทยมาตรฐาน มอก. เรียกว่า H-beam

.

ปีกที่กว้างของ H-beam ทำให้รับการดัดได้ดี นิยมใช้ในงารโครงสร้างทั่วไป เช่น คานหลัก เสาโครงสร้าง คานหลังคา และงานก่อสร้างอาคาร เนื่องจากรับได้ทั้งแรงดัดและแรงอื่น ๆ

.

🅸 I-beam

มองเผิน ๆ เหมือน H-beam แต่มีส่วนปีก (flange) ที่แคบกว่าและปีกหนาไม่เท่ากัน ส่วนใกล้ๆแกนกลางจะหนา ส่วนปลายปีกจะบาง มาตรฐานสากลเรียกว่า S-Shape Beam

.

เนื้อปีกที่เทมาทางแกนกลางทำให้รับแรงเฉือนได้ดี นิยมใช้ในงารเฉพาะทาง เช่นคานของเครนยกของในโรงงาน หรือส่วนที่ต้องรับแรงเฉือนมากๆ

.

H-beam ปีกกว้าง และหนาเท่ากัน นิยมใช้รับแรงดัดและแรงเฉือน

I-beam ปีกแคบ และโค้งมน นิยมใช้รับแค่แรงเฉือน

.

#วิศวะ #วิศวกรรมศาสตร์ #beengineer #beam

2025/11/18 แก้ไขแล้ว

... อ่านเพิ่มเติมนอกจากการเปรียบเทียบหน้าตัดของคานเหล็ก H-beam และ I-beam ที่กล่าวไปแล้ว ยังมีประเด็นสำคัญอื่นๆ ที่ควรพิจารณาเพื่อการเลือกใช้ให้เหมาะสมกับงานโครงสร้างจริงๆ คาน H-beam ซึ่งมีปีกกว้างและหนาเท่ากันนั้น ช่วยกระจายแรงดัดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า จึงเป็นตัวเลือกที่นิยมสำหรับคานหลัก เสาโครงสร้าง หรือคานหลังคาที่ต้องรับแรงหลายทิศทางพร้อมกัน รวมทั้งสามารถรับแรงเฉือนครึ่งหนึ่งได้อย่างดีเช่นกัน เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความแข็งแรงสูงและรับน้ำหนักมาก ในขณะที่ I-beam ซึ่งมีปีกแคบและหนาที่ส่วนกลาง ทำให้เน้นรับแรงเฉือนได้ดี จึงมักใช้ในงานเฉพาะทาง เช่น คานของเครนยกของในโรงงาน ที่ต้องรับแรงเฉือนจากการเคลื่อนย้ายของหนักในแนวราบมากกว่าการรับแรงดัด การเลือกใช้คานแต่ละชนิดยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ด้วย เช่น ค่าใช้จ่ายในการผลิตและติดตั้ง น้ำหนักของโครงสร้าง และข้อจำกัดด้านพื้นที่ติดตั้ง H-beam อาจมีน้ำหนักมากกว่าและราคาสูงกว่า แต่ให้อัตราส่วนความแข็งแรงต่อวัสดุที่ดีกว่า ในทางกลับกัน I-beam มีน้ำหนักเบากว่าและเหมาะสำหรับโครงสร้างที่เน้นการรับแรงเฉือนโดยเฉพาะ นอกจากนี้ การติดตั้งและการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นในโครงสร้างก็มีความแตกต่าง เช่น H-beam สามารถต่อเส้นตรงได้ง่ายในงานโครงสร้างอาคารทั่วไป ส่วน I-beam อาจต้องการชิ้นส่วนประกอบเพิ่มเพื่อความมั่นคงในบางกรณี โดยสรุป การทำความเข้าใจทั้งในแง่คุณสมบัติด้านวิศวกรรมและการใช้งานจริง จะช่วยให้ผู้ใช้งานทั้งวิศวกรและช่างก่อสร้างสามารถเลือกใช้คานเหล็ก H-beam และ I-beam ได้อย่างเหมาะสมและคุ้มค่าที่สุด นอกจากนี้ยังช่วยยืดอายุการใช้งานและความปลอดภัยของโครงสร้างได้อีกด้วย ปีก Flange เป็นองค์ประกอบสำคัญที่กำหนดความสามารถในการรับแรงของคานทั้งสองชนิด เพราะฉะนั้นการเลือกใช้คานที่มีรูปทรงเหมาะสมและตรงกับลักษณะการใช้งาน จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและป้องกันคานจากการเสียหาย เช่น การดัดหรือการเฉือนที่เป็นลักษณะความเสียหายหลักของคานในงานโครงสร้าง