ชำแหละปม Frankenstein: ดาร์กไซด์แมรี่ เชลลีย์ กับ Blue

⭐️หลายวันก่อน บลูเพิ่งดูภาพยนต์ FRANKENSTEIN (2025) ของ Guillermo del Toro มาค่ะ

ยอมรับว่าเพิ่งจะรู้ค่ะ ว่าไอ้อสูรกายตัวเขียวหัวเหลี่ยมมีน็อตที่คอ มันไม่ได้เป็นแบบนั้นมาตั้งแต่แรก!

ก็เลยมาบอกเล่าสิ่งที่ไปเจาะลึกเรื่องราวของเธอคนนั้น แมรี่ เชลลีย์

ผู้เขียนนิยาย FRANKENSTEIN ให้ฟังค่ะ ถ้าจะถามว่ามันน่าสนใจยังไง

ต้องบอกว่ามันแซ่บกว่านิยายที่เธอเขียน10เท่าค่ะ เพราะนี่คือชีวิตคนทั้งคนเลย🔥

~มาลองสวมบทปีศาจร้ายกันค่ะ ปล่อยใจปล่อยจอยนะคะ~

วันหนึ่งถ้าคุณตื่นขึ้นมา...บนโต๊ะผ่าตัดเย็นเฉียบ ร่างกายปวดร้าวเพราะถูกเย็บประกอบขึ้นมาจากซากศพ จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตัวเองคือใครแถมพอมองในกระจก อนิจนาร่างกายนี้ก็น่าสะอิดสะเอียนเหลือเกิน คุณคงจะตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น ใครทำให้คุณเป็นแบบนี้ แต่จริงๆแล้วคุณไร้เดียงสาจนถึงทั่งที่ว่าคุณไม่รู้ว่าสิ่งที่คุณมองเห็นในกระจกมันน่ารังเกียจ

แถม ไอ้คนที่สร้างคุณขึ้นมา... กลับหวีดร้อง แล้ววิ่งหนีไปเพราะขยะแขยง ทิ้งคุณไว้ในห้องมืดๆ ตัวคนเดียว

ถ้าเป็นคุณ...จะทำยังไงคะ?

บลูเชื่อว่าคุณคงโกรธ สับสน และออกตามหาคนที่ทิ้งคุณให้มารับผิดชอบ (ความรู้สึกคงคล้ายๆละครแนวตั้งที่ตัวเอกไม่ได้ตั้งใจจะวันวันไนท์แต่ดันถูกวางยา ประมาณนั้นค่ะ🫪)

แต่ช้าก่อนค่ะ ลืมภาพปีศาจตัวสีเขียวมีน็อตที่คอไปได้เลย นั่นมันภาพจำที่ฮอลลีวูดหลอกเรา

จริงๆ แล้วแฟรงเกนสไตน์เมื่อร้อยกว่าปีก่อน ไม่ใช่ปีศาจไร้สมอง ผีดิบที่เดินแข็งทื่อไปเรื่อยๆแบบไร้จุดหมาย

💀แถมเรื่องที่น่าขนลุกที่สุด... คือนิยาสยองขวัญไซไฟเรื่องดังนี้ ถูกเขียนขึ้นโดยเด็กผู้หญิงวัยแค่ 18 ปี? ที่เพิ่งสูญเสียลูกแท้ๆ ของตัวเองไป…

ย้อนกลับไปในปี 1814 ในขณะที่บ้านเราผู้หญิง ถ้าเป็น สาวชาวบ้าน ชีวิตจะวุ่นอยู่กับการ "พายเรือขายของ-ทำนา-ทอผ้า-เลี้ยงลูก" แต่ถ้าเป็น สาวชาววัง จะยุ่งไปที่ "งานฝีมือประณีต-ปรุงเครื่องหอม-ร้อยมาลัย-ดูแลความเรียบร้อยในจวน

แต่ที่กรุงกรุงลอนดอน แมรี่ ในวัย 16 ปี กลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิงค่ะ

เธอโตมาในบ้านของนักคิดหัวก้าวหน้า เธอเชื่อสุดหัวใจในสิ่งที่ยุคนั้นเรียกว่ารักเสรี

ฟังดูโรแมนติกใช่ไหมคะ? แต่มันเป็นความโรแมนติกที่อาบไปด้วยน้ำตาของคนอื่นค่ะ

เพราะผู้ชายที่แมรี่หนีตามไป คือ "เพอร์ซีย์ เชลลีย์" กวีหนุ่มดาวรุ่ง... ที่ตอนนั้นเขามีภรรยาที่กำลังท้องแก่รออยู่ที่บ้านอยู่แล้ว [เสรีแบบไหนนะแม่ อีกทีสิ๊]

สิ่งที่ไม่มีใครพูดถึงคือ... การตัดสินใจของแมรี่ในวันนั้น มันเปลี่ยนชีวิตเธอให้กลายเป็นนรกบนดินค่ะ

พ่อแท้ๆ ประกาศตัดขาดเธอ สังคมประณามเธอว่าเป็นหญิงบาปใจทราม เพราะสมัยนั้นเขาก็ไม่ยอมรับเส้นทางรักเสรีของแม่แมรี่เหมือนกันค่ะ

และที่หนักกว่านั้น... แฮเรียต ภรรยาของเพอร์ซีย์ที่ถูกทอดทิ้ง จบชีวิตตัวเองด้วยการกระโดดน้ำ ทั้งๆที่ตั้งครรภ์…

ในเวลาต่อมา

บลูอยากให้คุณลองถามตัวเองดูค่ะ... เด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง จะแบกรับความรู้สึกผิดที่อาจเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุทำให้คนอื่นตายได้ยังไง?

เหมือนกับจิตวิทยาเกมSilence hill ค่ะ คล้ายกันตรงที่เมื่อเราปฏิเสธความผิด จิตใต้สำนึกจะพยายามสร้าง "บางสิ่ง" ขึ้นมารับบาปนั้นแทน แต่นี่คือเรื่องจริงและชีวิตคนจริงๆ ไม่ใช่เกม ดังนั้นบาดแผลนี้กำลังรอวันระเบิดออกมาแบบโกโก้ครันช์... เพราะบททดสอบที่โหดร้ายที่สุดของแมรี่ กำลังจะเริ่มขึ้น

ปี 1815 แมรี่ในวัย 17 ปี คลอดลูกสาวคนแรก... แต่ทารกน้อยมีชีวิตอยู่ได้แค่ไม่กี่วันก็จากไป

บันทึกของแมรี่ตอนนั้นเต็มไปด้วยความแหลกสลาย เธอเขียนไว้ว่า "ฉันฝันว่าลูกกลับมามีชีวิต ฝันว่าลูกแค่ตัวเย็นเฉียบ และเราถูตัวเธอหน้าเตาผิงจนฟื้นขึ้นมา"

จากเด็กสาวที่พรากครอบครัวคนอื่น วันนี้เธอกลายเป็นแม่ที่สูญเสียลูกเสียเอง

ความรู้สึกผิดที่กัดกินจิตใจ ทำให้แมรี่เริ่มตั้งคำถามที่ท้าทายสวรรค์... "มนุษย์เรา จะเอาชนะความตายได้ไหม?"

ขยับมาที่ปี 1816 ค่ะ ประวัติศาสตร์เรียกปีนี้ว่า "ปีที่ไร้ฤดูร้อน" (Year Without a Summer)

เพราะภัยธรรมชาติมาเยือนค่ะ ภูเขาไฟแทมโบราในอินโดนีเซียระเบิดครั้งใหญ่ เถ้าถ่านลอยบดบังแสงอาทิตย์ทั่วยุโรป

ท้องฟ้ามืดมิด พายุฝนกระหน่ำไม่หยุด

แมรี่ เพอร์ซีย์ และเพื่อนกวีตัวท็อปอย่างลอร์ด ไบรอน ต้องขังตัวเองอยู่ในคฤหาสน์ที่สวิตเซอร์แลนด์

ลองนึกภาพห้องนั่งเล่นสลัวๆ มีแค่แสงเทียนกับเสียงฟ้าร้องสิคะ...

เพื่อแก้เบื่อ ลอร์ด ไบรอน จึงท้าทุกคนว่า "มาแข่งกันแต่งเรื่องผีที่น่ากลัวที่สุดกันเถอะ"

นัยของการเล่นเกมฆ่าเวลา เปรียบเสมือนการปะทะอีโก้ของเหล่านักเขียนอัจฉริยะค่ะ

ผู้ชายคนอื่นแต่งเรื่องแวมไพร์หรือวิญญาณอาฆาต... แต่แมรี่ในวัย 18 ปี นั่งเงียบค่ะ ไม่ใช่เธอไม่มีสิทธิออกเสียง แต่เธอคิดไม่ออก…

จนกระทั่งวงสนทนาคืนนั้น หันไปคุยเรื่อง "กัลวานิซึม"

มันคือการทดลองของนักฟิสิกส์ ที่ใช้ไฟฟ้าช็อตซากศพอาชญากรให้กล้ามเนื้อกระตุก ลืมตา หรือลุกขึ้นนั่งได้! ฟังดูโครตสยองค่ะ

คืนนั้นเองค่ะ... ฝันร้ายของแม่ที่สูญเสียลูกก็ผสมเข้ากับวิทยาศาสตร์สีเลือด

แมรี่ฝันเห็นนักศึกษาหน้าซีดเผือด คุกเข่าอยู่หน้าซากศพที่เพิ่งประกอบขึ้น ก่อนที่ร่างนั้นจะลืมตาสีเหลืองขุ่นมัวขึ้นมา

ถ้าคุณเป็นอสูรกายตัวนั้น... ลองคิดดูสิคะว่ามันเจ็บปวดแค่ไหน?

“ทำไมถึงปลุกฉันขึ้นมา? ฉันไม่ได้ขอเกิดมาสักหน่อย ชีวิตนี้ฉันไม่ได้ต้องการเลย... แต่แกก็ยัดเยียดลมหายใจนี้ให้ฉัน แล้วพอลืมตาดูโลก แกกลับด่าว่าฉันอัปลักษณ์ แล้วทิ้งฉันไว้ในความมืด”

ความรู้สึกนี้ มันต่างอะไรกับเด็กกำพร้าที่ถูกทิ้งข้างถนนไหมคะ? พวกเขาไม่ได้ผิดที่เกิดมา แต่กลับต้องรับกรรมบนโลกที่ไม่มีใครรัก

วิคเตอร์ในนิยายวิ่งหนีผลงานตัวเอง... นักจิตวิทยาเชื่อว่า นี่คือภาพสะท้อนความกลัวของแมรี่ค่ะ

เธอกลัวการเป็นแม่ กลัวที่ตัวเองปกป้องลูกไม่ได้ อสูรกายตัวนี้... คือตัวแทนของความเว้าแหว่งในใจเธอนั่นเอง

นิยายแฟรงเกนสไตน์ ถูกตีพิมพ์ในปี 1818 แบบไม่ระบุชื่อผู้แต่ง

สังคมยุคนั้นเชื่อว่าเพอร์ซีย์เป็นคนเขียน เพราะไม่มีใครเชื่อว่าเด็กผู้หญิงจะเขียนเรื่องวิปริตขนาดนี้ได้

แต่เรื่องมันไม่ได้จบแค่นั้นค่ะ... เพราะพล็อตในนิยาย ดันกลายมาเป็น "คำสาป" ในชีวิตจริงของเธอ

เหมือนพวกเรานี่แหละค่ะ ที่ บางครั้งโชคชะตาก็เล่นตลกกับเราแรงเกินไป...

ในนิยาย อสูรกายกลับมาแก้แค้นด้วยการพรากชีวิตคนที่วิคเตอร์รักไปทีละคน...

ในชีวิตจริง ความตายก็มาเคาะประตูบ้านแมรี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าค่ะ ลูกคนที่สองและสามของเธอ เสียชีวิตจากโรคระบาด

และฟางเส้นสุดท้าย... ปี 1822 เพอร์ซีย์ เชลลีย์ ชายที่เธอทิ้งทุกอย่างเพื่อเขา จมน้ำเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเรือล่ม

แมรี่ในวัยแค่ 24 ปี กลายเป็นหญิงม่ายที่สูญเสียทั้งแม่ น้องสาว สามี และลูกอีกถึง 3 คนไป…

ในตอนจบของนิยาย อสูรกายเดินหายไปในทุ่งน้ำแข็งที่โดดเดี่ยวอ้างว้าง

นั่นก็ไม่ต่างอะไรกับชีวิตบั้นปลายของแมรี่เลยค่ะ เธอใช้ชีวิตที่เหลือเพื่อเลี้ยงดูลูกชายคนเดียวที่รอดชีวิต และปกป้องผลงานของสามีจนลมหายใจสุดท้าย

จากเด็กสาวที่เชื่อมั่นในรักเสรี สู่มารดาแห่งอสูรกายที่แบกรับความตายไว้บนบ่า

ถึงตรงนี้ บลูอยากบอกว่า แฟรงเกนสไตน์ไม่ใช่นิยายผีเพียงเท่านั้นหรอกค่ะ... เพราะความหมายของเรื่องที่คนแต่งซ่อนไว้คือ "จดหมายจากแม่คนหนึ่ง" ที่เขียนถึงความเจ็บปวดของการสูญเสีย

และเหนือสิ่งอื่นใด... มันเชื่อมโยงถึงเรื่องราวของพวกเราทุกคนได้ค่ะ

ชีวิตคนเราก็แบบนี้แหละค่ะ... เราทุกคนล้วนเคย "สร้าง" อะไรบางอย่างขึ้นมา

อาจจะเป็นโปรเจกต์ที่เราเคยวาดฝัน ความสัมพันธ์ที่เราพยายามปั้นมันขึ้นมา หรือความคาดหวังที่เราตั้งไว้สูงลิ่ว

แต่พอวันหนึ่ง สิ่งที่เราสร้างมันไม่ได้ดั่งใจ มันออกมาบิดเบี้ยว อัปลักษณ์ หรือกลายเป็นปัญหา... เราก็มักจะเลือกทำเหมือนวิคเตอร์ แฟรงเกนสไตน์ค่ะ

คือการหันหลัง หวาดกลัว และวิ่งหนี ทิ้งมันเอาไว้ข้างหลังเสมอ

ถ้าวันนี้คุณกำลังวิ่งหนีอสูรกายที่คุณสร้างขึ้น... บลูอยากเป็นกำลังใจให้นะคะ

คุณไม่ได้แย่หรอกค่ะที่เป็นมนุษย์ธรรมดาที่รู้สึกกลัว และพลาดพลั้งได้

แต่อย่าปล่อยให้อสูรกายเหล่านั้น ต้องเดินหนาวเหน็บอยู่กลางทุ่งน้ำแข็งเพียงลำพังเลยค่ะ ลองกลับไปเผชิญหน้าและโอบกอดความผิดพลาดนั้นดูสักครั้งนะคะ

ก่อนจากกัน บลูมีคำถามที่อยากชวนทุกคนมาแชร์กันค่ะ...

ระหว่าง "วิคเตอร์" ที่สร้างชีวิตขึ้นมาแล้วทิ้งขว้าง กับ "อสูรกาย" ที่ออกไล่ทำร้ายคนเพราะถูกโลกใบนี้รังเกียจ... คุณคิดว่าใครคือปีศาจที่แท้จริง?

หรือ... มีใครเคยสร้างโปรเจกต์ ความฝัน หรือความสัมพันธ์ แล้วเผลอทิ้งมันไว้กลางทางแบบดื้อๆ บ้างไหมคะ?

พิมพ์แค่คำว่า "เคย" มาในคอมเมนต์ก็ได้ค่ะ บลูแค่อยากรู้ว่า... บลูไม่ได้เป็นแบบนี้อยู่คนเดียว

ถ้าชอบเรื่องเล่าข้างหลังภาพแบบนี้ ฝากกดติดตามด้วยนะคะ แล้วพบกันใหม่ใน ห้องล้างภาพหลังร้านถ่ายรูป ขอให้เอ็นจอยกับชีวิตยิ้มวันละนิดจิตแจ่มใสนะคะ สวัสดีค่ะ🙏🏻💙

📚 แหล่งข้อมูลอ้างอิง (Source List):

ปฐมภูมิ

• Frankenstein; or, The Modern Prometheus (1818) by Mary Shelley

• บันทึกจดหมายและไดอารี่ส่วนตัวของ Mary Shelley

• บันทึกประวัติศาสตร์เหตุการณ์ภูเขาไฟแทมโบรา (Mount Tambora eruption) ปี 1815

• บันทึกการทดลอง Galvanism โดย Luigi Galvani

[ทุติยภูมิ]

• การวิเคราะห์เชิงจิตวิทยาและชีวประวัติ Biographical Analysis of Mary Shelley's Trauma

• Charlotte Gordon, *Romantic Outlaws*, Random House, 2015 → อ้าง Journals + Letters

• Miranda Seymour, *Mary Shelley*, Grove Press, 2000 → อ้าง Journals + Letters + contemporary records

©️Blue Vision Th

🚦ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความไปทำวีดิโอ อัดเสียงลงตต. หรือยูปูปนะคะ บลูตั้งใจถอดสคริปต์ตัวเองเป็นบทความเพื่อความรู้และบันทึกเรื่องเล่าที่ตัวเองค้นคว้าเท่านั้นค่ะ

#จิตวิทยา #bluevisionth #darkhistory #ภาพยนตร์ดัง #frankensteinnetflix

ประเทศไทย
4/9 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมการได้ศึกษาชีวิตของแมรี่ เชลลีย์ ทำให้ผมตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างการสร้างสรรค์และความเจ็บปวดอย่างลึกซึ้ง แม้จุดเริ่มต้นของแฟรงเกนสไตน์จะอยู่บนแรงบันดาลใจทางวิทยาศาสตร์และจินตนาการ แต่เรื่องส่วนตัวของแมรี่เองกลับสะท้อนถึงความเศร้าโศกและการสูญเสียที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียลูกหลายคนหรือความเคร่งเครียดจากความสัมพันธ์ซับซ้อน การเดินทางชีวิตของแมรี่จึงเป็นภาพแทนของการสร้างสิ่งใหม่จากเศษซากของอดีตที่เจ็บปวด จากประสบการณ์ส่วนตัว ความคิดเรื่อง "การเป็นผู้สร้าง" นั้นมักจะมาพร้อมกับความกดดันและความกลัว ถึงแม้จะตั้งใจอย่างดีที่สุด แต่บางครั้งผลงานหรือความสัมพันธ์ที่เราสร้างขึ้นอาจไม่เป็นไปตามที่เราหวัง และการต้องเผชิญหน้ากับ "อสูรกาย" ที่เกิดจากผลงานของตัวเองก็เป็นเรื่องยากมาก ในด้านนี้นิยายแฟรงเกนสไตน์ได้สอนให้เราเห็นความจริงของความรับผิดชอบและความกล้าหาญในการยอมรับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น การหลีกหนีหรือปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ใช่ทางออกที่ดี เพราะมันเหมือนเป็นการปล่อยให้สิ่งที่เราสร้างไว้ลอยเดี่ยวและบอบช้ำไปเรื่อยๆ นอกจากนั้นนิยายยังสะท้อนเรื่องราวของมนุษย์และความสัมพันธ์อันซับซ้อน ซึ่งผูกโยงกับเหตุการณ์จริงอย่างปัญหาทางสังคม ความเป็นแม่ และการกระทำที่ถูกตัดสินจากสังคมในยุคหนึ่ง ที่ซึ่งความรักเสรียังไม่เป็นที่ยอมรับ ทำให้แมรี่ต้องแบกรับทั้งความผิดและคำวิจารณ์อย่างรุนแรง สิ่งเหล่านี้เพิ่มมิติในการเข้าใจแฟรงเกนสไตน์ ไม่ใช่แค่เรื่องของปีศาจเท่านั้น ส่วนเรื่องราวของการทดลองกัลวานิซึมที่ถูกพูดถึงก็เปิดโลกทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ในยุคนั้นและความกลัวต่อพลังแห่งชีวิตที่ถูกนำมาใช้ในทางที่ผิดหรือไม่ธรรมชาติ ความคิดนี้สะท้อนถึงความกังวลในศีลธรรมและผลกระทบทางจิตวิทยาที่ยังคงมีผลต่อคนในยุคปัจจุบัน ผมอยากชวนทุกคนลองมองย้อนกลับไปที่สิ่งที่เราเคยสร้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโปรเจกต์ ความสัมพันธ์ หรือความฝัน แม้มันอาจจะไม่สมบูรณ์หรือทำให้เจ็บปวด แต่การเผชิญหน้าและยอมรับมันจะช่วยให้เราเติบโตได้มากกว่าการวิ่งหนี และในบางครั้ง "ปีศาจ" ที่แท้จริงอาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้น แต่เป็นการปฏิเสธและความกลัวที่จะเผชิญกับมันจริงๆ เรื่องราวของแมรี่ เชลลีย์ และแฟรงเกนสไตน์จึงเป็นการสะท้อนที่ลึกซึ้งของความเป็นมนุษย์และบทเรียนชีวิตที่เป็นประโยชน์สำหรับทุกคน ไม่ว่าจะในมุมมองของนักอ่าน หรือผู้ที่กำลังต่อสู้ภายในจิตใจของตนเอง