ชำแหละ!!!สมองของคนมี Trauma!!!
ผู้เขียนกำลังเขียนบทความ ทำวิจัย ชุดข้อมูลความรู้เรื่อง Cognitive ที่ส่งผลต่อการแสดงออกเชิงบุคลิกภาพพอดี โดยช่วงนี้ก็มีดราม่าความเห็นต่างๆมากมาย ขอยกตัวอย่างที่เจอล่าสุด คือ มีโพสต์นึงโพสต์เกี่ยวกับ Accessories บางอย่างที่ใส่ไปทำงาน แล้วมีรุ่นพี่มาบอกว่าใส่ให้ดูดีกว่านี้หน่อยก็ดี โดยรุ่นพี่พูดถึงภาพลักษณ์ แต่ตัวคนเขียนไม่พอใจ(จะเพราะเหตุใด บรรยากาศคำพูดไหนไม่ทราบ) เรามาแยกประเด็นกัน ชั้นแรก//
ภาพลักษณ์
- ต่อตัวบุคคล=ชอบ ทนดี
- ต่อองค์กร=กาละเทศะ ความเหมาะสม
ตัว accessories
- ดี ทน แบรนด์ไม่หรูหรา
- ราคาไม่แพงจนเกินไป
รุ่นพี่
-ทำงานมาก่อน
-พูดถึงการแนะนำ (จะมองเหยียดหรือหวังดีจริงละไว้ก่อน)
-มารยาทในการพูด
ข้อมูลเบื้องต้น แยกประเด็นเบื้องต้น คือ
1.มีรุ่นพี่ที่ทำงานมาก่อนมาบอกว่าใส่ accessories ให้ดีหน่อยจะดูดีกว่า
2.มารยาทในการพูดการแนะนำมันสมควรหรือไม่(เธอมองว่าดูถูกของชิ้นที่เธอใส่)
ถ้าให้แสดงความคิดเห็นกับข้อเท็จจริง2ข้อนี้ โดยไม่ถูกชี้นำทางด้านอารมณ์ใดๆ ได้ยังไงบ้าง
ประเด็นที่ 1: "ใส่ Accessories ให้ดีหน่อยจะดูดีกว่า" (The Professional Advice)
• ข้อเท็จจริง: ในเชิงจิตวิทยาสังคม (Social Psychology) มนุษย์ตัดสินกันที่ First Impression สินค้าบางอย่าง ถูกออกแบบมาเพื่อ "ความแกร่ งและการใช้งาน" (Utility) ไม่ใช่ "ความสง่างาม" (Elegance)
• การวิเคราะห์: คำแนะนำนี้ของรุ่นพี่ "ถูกต้อง(หรือไม่)ในเชิงหน้าที่ (Functional Correctness)" เพราะในอาชีพบางอาชีพ ภาพลักษณ์คือ "สินค้า" การลงทุนกับ Accessories ที่เสริมภาพลักษณ์คือการอัปเกรดมูลค่าสินค้า (ตัวเอง) ให้สูงขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของตัวเธอเอง
ประเด็นที่ 2: "มารยาทในการพูด/การแนะนำ" (The Communication Etiquette)
• ข้อเท็จจริง: สาร (Message) เดียวกัน แต่ถ้าผู้รับสารมี "ตัวกรองอารมณ์" (Emotional Filter) ที่ไม่เสถียร สารนั้นจะถูกบิดเบือน
• การวิเคราะห์: * หากรุ่นพี่พูดกลางที่สาธารณะ = บกพร่องเรื่องมารยาท แต่ข้อมูลยังคงเป็นจริง
• หากรุ่นพี่พูดส่วนตัว = คือการ Coaching
• ข้อสรุป: การที่เธอมองว่า "ดูถูกของ" เป็นการสรุปแบบ Logical Fallacy (สรุปเหมาเข่ง) เพ ราะคำว่า "ใส่ให้ดีกว่านี้" ไม่ได้แปลว่า "ของเดิมมันเลวทราม" แต่แปลว่า "ของเดิมไม่เหมาะกับบริบทนี้"
3. บทสรุปในเชิง "การพัฒนาศักยภาพ"ถ้าเราแยก "ความดีของบุคคล" ออกจาก "ความเหมาะสมของเครื่องมือ"
• "ความทนของสิ่งของ" และ "การพัฒนาตัวเอง" มาปนกับ "กาลเทศะ" (ซึ่งคนละเรื่องกัน)
• ข้อเท็จจริง: คนเราสามารถเป็น "คนดีที่พัฒนาตัวเอง" ไปพร้อมกับ "คนที่แต่งตัวถูกต้องตามกาลเทศะ" ได้ สองสิ่งนี้ไม่ได้ขัดแย้งกัน (Non-mutually exclusive)
เรื่อง Halo effect
Halo Effect คือ "อคติทางความคิด" (Cognitive Bias) ที่สมองเราใช้ "จุดเด่นเพียงอย่างเดียว" ของคนๆ หนึ่ง มาตัดสินภาพรวมทั้งหมด โดยที ่เราไม่ได้มีข้อมูลจริงในด้านอื่นๆ เลย มันคือการที่สมองสร้าง "รัศมี (Halo)" ขึ้นมาบดบังข้อเท็จจริงอื่นๆ เมื่อเราประทับใจอะไรบางอย่างในตัวคนบางคน สมองในส่วนอารมณ์/สัญชาตญาณ จะรีบสรุปทันทีเพื่อประหยัดพลังงานในการคิด เช่น เห็นคนหน้าตาดี (จุดเด่น)สมองสรุปอัตโนมัติว่าเขาต้องนิสัยดี ฉลาด และน่าเชื่อถือ (แบบเคสพี่ทนายคนดังก็ได้นะ)
ผลคือ Halo Effect ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "ตาบอดทางปัญญา"(Cognitive Blindness)
โดยปกติเราจะเห็นกันบ่อยๆว่า จะมีบางคนเอาเรื่องบุญ เรื่องชาติ ศาสนามาอ้าง เช่น ชั้นทำบุญ สวดมนต์เป็นประจำ แต่ด่าไฟแลบแปร๊บๆเลย สงสัยกันมั้ยว่า ทำไมการทำบุญถึงไม่ช่วยขัดเกลาให้ใจเย็นลงเลย
คำตอบคืออ
คนส่วนใหญ่มีภาพจำ(Mental Model)ว่า "การทำบุญ = คนดี" พอมันมีรัศมี (Halo) ของคำว่า "คนดี" มาครอบตัวคนๆ นั้นแล้ว สมองของคนรอบข้าง (หรือแม้แต่ตัวคนทำเอง) จะเกิดอาการ Cognitive Dissonance หรือความย้อนแย้งทางปัญญา คือพยายามหาเหตุผลมาลบภาพการ"ด่าคนไฟแลบ"ออกไปเพื่อให้ภาพคนดียังคงอยู่ = ถึงชั้นจะด่าเธอแต่ชั้นยังเป็นคนดีอยู่ กลับกัน ถ้าไม่พูดเรื่องบุญ แต่พูดเรื่องอื่นแทนล่ะ ที่คนส่วนใหญ่คิดว่านี่คือ ความดี เช่น การพัฒนาตัวเองตามศักยภาพ การทำงานมานาน(ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญแน่ๆ) แต่!!! แล้วมันเกี่ยวอะไรกันล่ะกับเรื่องของกาละเทศะ กับภาพลักษณ์ที่เราควรคำนึงถึง
Trauma
คือ ปมด้อยในสมอง แผลเป็นในจิตใต้สำนึก การที่ปมอยู่เหนือเหตุผลเรียกว่า Selective Perception (การเลือกรับรู้) เช่น พูดไป 100 คำ มีข้อมูลทางเทคนิคเหตุและผล 99 คำ แต่อีก 1 คำไปสะกิดปม "ความยากลำบาก" หรือ "การถูกดูแคลน" ในใจคนรับสาร จะปิดสวิตช์สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ทันที แล้วใช้สมองส่วนอารมณ์ (Amygdala) ตอบโต้แทน
คนพูดไม่ได้หวังดี ไม่ได้พูดเรื่องสิ่งของ แต่กำลัง "ดูถูกชีวิตฉัน" ฉันเลยต้องประกาศตัว หาพวกมารองรับความอยุติธรรมนี้ เกิดเป็น Echo Chamber ของพวกเดียวกัน คือ การที่มีพวกที่มาอวยแบบไม่ลืมหูลืมตา ก็คือคนที่มี Subconscious คล้ายๆ กัน คือรู้สึกว่า "กูก็เคยโดนกดขี่" พอเห็นใครสักคนโวยวายเรื่องปมนี้ เลยแห่กันมาปกป้องเพื่อปลอบใจตัวเองไปในตัว มันคือการรวมตัวของพวก Low Awareness ที่ใช้ความสงสารนำทางตรรกะ ลองคิดซิ คุณรู้จักคนแบบนี้มั้ย มีคนนึงนะ ทุกคนรู้จัก คนที่เราเอ๊ะ!เค้าได้ตำแหน่งนี้มายังไงนะ คนที่มีบริวารอวยว่า ทำดีแล้วครับ เหมาะสมครับ คนนั้นแหละ
เพราะฉะนั้น สมองและร่างกายคนเรามีระบบการป้องกันตัวที่รุนแรงมาก มันเป็นสัญชาตญาณเอาตั วรอดที่ถูกบันทึกใน DNA 🧬ตั้งแต่สมัยสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวกำเนิด การตอบสนองทาง physical มันเป็นอัตโนมัติ ความกลัวมันผลักดันออกมาจนเป็นการกระทำ คนเราไม่ได้เกิดมาแบบนี้แค่ชาติเดียว มันเป็นมาหลายภพหลายชาติ อย่าน้อยใจในโชคชะตาว่า ทำไมถึงลำบาก ทำไมรอบตัวมีแต่คนไม่จริงใจ ในเมื่อตัวเราเองไม่หยุดแล้วเข้าให้ถึงความละเอียดภายในแท้จริง
(เรื่องนี้อีกยาว ถ้าอ่านหนังสือจบ(นานแน่ อ่านค้างอยู่4-5ร้อยหน้า)) จะมาเขียนต่อ



































โพสต์ปังมากค่า!🎉 อย่าลืมตอบคอมเมนต์พูดคุยกับเพื่อนๆ และกดติดตามเราไว้ เพื่อดูอัปเดตใหม่ๆ และฮาวทูทำคอนเทนต์ปังๆ!😎 มาโพสต์ใน Lemon8🍋 กันเยอะๆ นะค้า~~✨💕