#แก้สัญญาโรงไฟฟ้าเอกชน ต้องทำให้ครบทุกส่วน
ตามที่มีข่าวว่า คณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาการรับซื้อไฟฟ้าที่ทำกับภาคเอกชนให้มีความเป็นธรรม ซึ่งมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้มีมติให้แก้ไขสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก หรือที่เรียกกันว่า "สัญญาชั่วนิรันดร์" ทั้งการปรับลดราคารับซื้อและการยกเลิกการต่ออายุสัญญาแบบอัตโนมั ตินั้น ผมเห็นว่าเป็นเรื่องดีและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน
แต่มีข้อสังเกตที่ผมจำเป็นต้องบันทึกไว้ คือ ในสมัยที่นายปกรณ์ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนของท่านที่เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และคณะทำงานชุดต่าง ๆ ที่พยายามแก้ปัญหานี้ในขณะนั้น กลับไม่เห็นด้วย โดยยืนยันว่าข้อตกลงและเงื่อนไขในสัญญาต้องแก้ไขด้วยการเจรจา ไม่อาจใช้มติ กพช. ได้ เพราะ กพช. ไม่สามารถยกเลิกหรือแก้ไขสัญญาแต่เพียงฝ่ายเดียว ผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในขณะนั้น จึงต้องมอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ไปเจรจากับคู่สัญญาซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าเอกชนกว่า 500 สัญญา ก่อนดำเนินการใด ๆ ต่อไป และมอบให้ กฟผ. ประสานงานกับ กฟภ. และ กฟน. ให้ร่วมดำเนินการในส่วนของสองการไฟฟ้านั้นด้วย
วันนี้เมื่อท่านมานั่งเป็นประธานคณะกรรมการชุดนี้เอง จึงเป็นเรื่องน่าคิดว่าเหตุใดแนวทางที่เคยทักท้วงไว้ กลับกลายเป็นแนวทางที่ทำได้
ที่สำคัญกว่านั้น ต้องเข้าใจข้อเท็จจริงก่อนว่า ภาระจากสัญญาโรงไฟฟ้าขนาดเล็กในส่วนนี้ กระทบค่าไฟฟ้าเพียงประมาณ 10 กว่าสตางค์ต่อหน่วยเท่านั้น ในขณะที่ "ค่าความพร้อมจ่าย" หรือ "ค่า AP" ในสัญญาที่ทำกับโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ กระทบค่าไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 50-60 สตางค์ต่อหน่วย และยังมีเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมอีกหลายประการ แต่รัฐบาลและคณะกรรมการชุดดังกล่าวกลับไม่กล่าวถึงเลยว่าจะยกเลิกหรือจะเจรจาอย่างไร
ความจริง เรื่องนี้ผมได้นำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 ซึ่งที่ประชุม ครม. มีมติให้ฝ่ายบริหารและคณะกรรมการ กฟผ. รวมทั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ร่วมกันเจรจาหาทางแก้ไขปัญหานี้กับโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่แล้ว
ผมเคยเสนอ ครม. ให้ กฟผ. คณะกรรมการ กฟผ. และ คณะกรรมการ กกพ. ร่วมกันดำเนินการ 3 เรื่อง ดังนี้ครับ
1. ให้หาแนวทางแก้ไขปัญหาสัญญารับซื้อไฟฟ้า ในรูปแบบส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (adder) และ ฟีด อิน ทารีฟ (FIT) และเงื่อนไขที่กำหนดให้สัญญาดังกล่าวมีอายุสัญญาต่อเนื่องโดยไม่มีกำหนดวันสิ้นสุดสัญญา
2. หาแนวทางแก้ไขปัญหา ค่าความพร้อมจ่าย ( AP) และค่าพลังงาน (EP) รวมทั้งเงื่อนไขข้อตกลงอื่น ในสัญญารับซื้อไฟฟ้า จากโรงไฟฟ้าเอกชน (IPP) ตามสัญญารับซื้อไฟฟ้า ระยะยาว (PPA) ทุกสัญญา ที่มีเงื่อนไขทำให้กฟผ. หรือรัฐเสียเปรียบ หรือมีภาระค่าใช้จ่ายที่สูงเกินสมควร หรือสูงเกินความเป็นจริง
3. หาแนวทาง แก้ไขปัญหา อุปสรรคในข้อตกลงในสัญญารับซื้อไฟฟ้าต่างๆ ที่ทำให้ศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า (SO) ไม่สามารถบริหารจัดการ การสั่งผลิตไฟฟ้า ให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ลดต่ำลงได้
แม้ต่อมาจะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล มติ ครม. ดังกล่าวก็ยังคงมีผลอยู่ จึงเป็นหน้าที่โดยตรงของรัฐบาลชุดนี้ และคณะกรรมการชุดที่มีนายปกรณ์ฯ เป็นประธาน ที่จะต้องติดตามเร่งรัดผลการเจรจาให้เป็นไปตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 มิใช่ปล่อยให้เงียบหายไปครับ
คำถามที่สังคมควรได้รับคำตอบคือ เหตุใดรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องจึงดำเนินการเฉพาะส่วนของโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก แต่ไม่แตะต้องสัญญาที่รัฐเสียเปรียบโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่เลย ทั้งที่ข้อเท็จจริงชัดเจนว่า ปัญหาค่าไฟฟ้าแพงเกิดจากเงื่อนไขและข้อตกลงในสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่มากกว่าโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก กล่าวคือ แม้โรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กแม้จะมีจำนวนมาก แต่กำลังการผ ลิตรวมมีเพียงหลักพันเมกะวัตต์ ในขณะที่โรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ซึ่งมีเพียงประมาณสิบกว่าโรง กลับมีกำลังการผลิตรวมกว่า 18,000 เมกะวัตต์ และค่า AP หรือค่าความพร้อมจ่ายที่ประชาชนต้องจ่ายผ่านบิลค่าไฟโดยไม่ได้ผลิตไฟฟ้าจริงแม้แต่หน่วยเดียว ก็มีสัดส่วนสูงกว่าค่า adder ของโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กนับร้อยโรงอย่างมาก
ดังนั้น หากจะมีการเสนอ กพช. ให้ดำเนินการแก้ไขสัญญาในเรื่องนี้จริง ก็ต้องเสนอให้ดำเนินการในส่วนของโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ด้วย เพราะนอกจากจะเป็นสิ่งที่พึงต้องกระทำเพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนอย่างแท้จริงแล้ว ยังเป็นมติคณะรัฐมนตรีที่มีผลผูกพันมาแต่เดิมอีกด้วย
การแก้ปัญหาเพียงครึ่งเดียว ย่อมไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการแก้ปัญหาเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง
จากประสบการณ์ส่วนตัวเกี่ยวกับการติดตามข่าวสารและนโยบายพลังงานในไทย ทำให้เข้าใจถึงความซับซ้อนและความสำคัญในการแก้ไขสัญญารับซื้อไฟฟ้ากับโรงไฟฟ้าเอกชนมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเห็นผลกระทบโดยตรงต่อค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่ายในแต่ละเดือน ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าการแก้ปัญหาสัญญาชั่วนิรันดร์กับโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กเป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะเป็นการลดภาระค่าไฟให้กับผู้บริโภคในระยะยาว แต่สิ่งที่ผมรู้สึกค้างคาใจคือการไม่แก้ไขหรือเจรจากับสัญญาของโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้ามากกว่าอย่างชัดเจน อย่างที่ได้เรียนในบทความ ภาระจากค่าความพร้อมจ่าย (AP) ของโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่มีสัดส่วนสูงกว่าค่า adder ของโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กอย่างมาก ซึ่งในฐานะประชาชนผู้ใช้งานไฟฟ้า ผมจึงสนับสนุนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเจรจาแก้ไขสัญญารับซื้อไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าเหล่านี้อย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เกิดความไม่เป็นธรรมและลดภาระค่าใช้จ่ายที่เกินสมควร นอกจากนี้ ผมยังมองว่าแนวทางที่จะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือการสร้างความโปร่งใสในกระบวนการเจรจาและให้ประชาชนได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วนเกี่ยวกับรายละเอียดสัญญาต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้า เพื่อให้เกิดการตรวจสอบและรับรู้ปัญหาจากทุกด้านอย่างทั่วถึง สุดท้ายนี้ การแก้ไขปัญหาการรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชน ไม่ควรเป็นเพียงการแก้ไขเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่ง แต่ต้องเป็นการแก้ไขอย่างครบถ้วนและเป็นระบบ เพื่อความยั่งยืนและความเป็นธรรมกับประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าทุกคนในประเทศไทย


