#ใครมีสิทธิ์สั่งลดโทษ? “วิทยา” ลั่น! “ราชทัณฑ์” ใช้อำนาจฝ่ายเดียวไม่ได้ ชงดึงญาติเหยื่อ-อัยการ เคาะชะตากรรมนักโทษประหารชีวิต
.
นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกระบวนการยุติธรรมไทยว่า ปัจจุบันเมื่อศาลพิจารณาถึงที่สุดให้จำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต แต่จะมี 2 อำนาจที่เข้ามาทุเลาโทษเหล่านี้ได้แก่ ‘การลดโทษ‘ ตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ และ ‘การอภัยโทษ‘ ตามก ฤษฎีกาที่รัฐบาลเสนอ นั่นจึงทำให้ประชาชนรู้สึกว่านักโทษที่ก่อคดีอุกฉกรรจ์ติดคุกไม่นานก็กลับออกมาก่อเหตุตามเดิม
.
อย่างไรก็ตาม นายวิทยา ยังระบุอีกว่า เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ไม่ควรใช้อำนาจลอยๆ ในการกำหนดชะตากรรมนักโทษ โดยเฉพาะคดีที่เขย่าขวัญคนไทย ดังนั้นควรจะดึงญาติผู้เสียหายและอัยการมาร่วมพิจารณาการลดโทษด้วย รวมทั้งกระบวนการขออภัยโทษที่ต้องรัดกุมมากขึ้นนอกเหนือจากคดียาเสพติด
.
จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ติดตามข่าวและเรื่องราวเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมไทย พบว่าการลดโทษและอภัยโทษนั้นเป็นเรื่องที่สร้างความกังวลให้กับสังคมอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อมีกรณีนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ได้รับการลดโทษเร็วเกินไปจนกลับมาก่อเหตุซ้ำ สิ่งนี้ทำให้ความเชื่อมั่นต่อระบบยุติธรรมลดลงอย่างเห็นได้ชัด ข้อเสนอของนายวิทยาที่ต้องการให้มีการดึงญาติของผู้เสียหายและอัยการเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการลดโทษและอภัยโทษ ถือเป็นแนวทางที่ดีในการเพิ่มความโปร่งใสและความเป็นธรรม เพราะญาติผู้เสียหายจะเป็นตัวแทนเสียงของผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะที่อัยการมีความรู้ความเข้าใจในกฎหมายและสามารถให้ความเห็นเชิงวิชาการที่เป็นกลางได้ นอกจากนี้ กระบวนการลดโทษภายใต้ระเบียบกรมราชทัณฑ์ควรถูกทบทวนและปรับปรุงให้รัดกุมยิ่งขึ้น ไม่ใช่ใช้อำนาจฝ่ายเดียว เช่น การตั้งคณะกรรมการหลายฝ่าย ซึ่งรวมถึงภาคประชาชนและฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาอย่างรอบด้านและลดความเสี่ยงของการใช้อำนาจโดยไม่เหมาะสม ในประเด็นของการอภัยโทษ น่าจะต้องมีการกำหนดเกณฑ์ชัดเจนและจำกัดขอบเขตให้มากขึ้น ไม่ให้ขยายผลโดยอัตโนมัติในทุกคดี โดยเฉพาะคดีที่เป็นภัยต่อความมั่นคงและสังคม เช่น คดีประหารชีวิตหรือคดีข่มขืน สุดท้ายนี้ การเปิดโอกาสให้สังคมมีส่วนร่วมในการติดตาม ตรวจสอบ และมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความรู้สึกว่า ความยุติธรรมได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจังและเป็นกลาง ทั้งนี้ เพื่อให้กระบวนการลดโทษและอภัยโทษไม่เป็นเพียงกระบวนการราชการฝ่ายเดียว แต่เป็นความร่วมมือของทุกฝ่ายที่รับผิดชอบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม












































