เมื่อส่วนลดถูกมองว่าเป็นรายได้ค่าบริการ
เรื่องมีอยู่ว่า บริษัท เอ ทำธุรกิจเกี่ยวกับการรับประกันภัยครับ วันหนึ่ง บริษัท เอ ได้รับประกันภัยไว้ให้กับ บริษัท บี แต่เนื่องจากวงเงินความคุ้มครองมันสูงมาก ๆ บริษัท เอ เลยเลือกที่จะกระจายความเสี่ยงโดยการไปทำสัญญาประกันภัยต่อกับ บริษัท ซี ทั้งในไทยและต่างประเทศครับ
ทีนี้ในการจ่ายเงินค่าเบี้ยประกันภัยต่อเนี่ย ปกติเค้าจะมีการตกลงส่วนลดกันไว้ ซึ่งในวงการประกันจะเรียกยอดที่จ่ายจริงว่าเบี้ยประกันภัยต่อสุทธิ แต่ทางพี่ ๆ สรรพากรท่านมองว่า ส่วนลดที่ บริษัท เอ ได้รับเนี่ย มันคือ ค่านายหน้า หรือค่าบริการที่ บริษัท เอ ไปชี้ช่องให้คนมาทำประกันกับ บริษัท ซี ครับ
ทางสรรพากรเลยประเมินว่า บริษัท เอ มีรายได้จากการให้บริการ และต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากยอดส่วนลดนั้นด้วย ซึ่งยอดที่เรียกเก็บเนี่ยสูงถึงหลักร้อยล้านเลยทีเดียวครับ
ทางออกจากการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
ในตอนนั้น บริษัท เอ ตัดสินใจถูกมาก ๆ เลยครับที่เลือกปรึกษาผู้เชี่ยวชาญและรักษาสิทธิของตัวเองโดยการยื่นอุทธรณ์และสู้คดีในชั้นศาล เพราะถ้าปล่อยผ่านไปเฉย ๆ คงต้องเสียเงินจำนวนมหาศาลทั้งที่ตัวเองไม่ได้ทำผิดอะไรเลยครับ
คำตัดสินของศาลที ่ให้ความเป็นธรรม
สุดท้ายศาลฎีกาได้พิจารณาและตัดสินออกมาอย่างชัดเจนครับว่า
• บริษัท เอ ไม่ได้เป็นคนให้บริการ แต่เป็น ผู้รับบริการ จากการที่เอาความเสี่ยงไปฝากไว้กับคนอื่น
• ส่วนลดที่ได้มา ไม่ว่าจะเป็นชื่อเรียกแบบไหนก็ตาม มันเป็นเพียง ตัวแปรในการคำนวณ เพื่อให้ได้ยอดเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายจริงตามประเพณีของธุรกิจประกันภัยเท่านั้นครับ
• เมื่อไม่ใช่การให้บริการ ส่วนลดนี้จึง ไม่ใช่ฐานภาษี ที่ต้องเอามาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มครับ
• กรณีการประกันภัยต่อในต่างประเทศ บริษัท เอ มีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มจากการจ่ายค่าเบี้ยประกันก็จริง แต่ไม่ต้องนำส่วนลดมารวมเป็นฐานภาษีเพื่อนำส่งด้วยครับ
สรุปยอดเงินที่รักษาไว้ได้
เรามาดูกันครับว่าพลังของการสู้เพื่อสิทธิของตัวเองช่วยให้ บริษัท เอ ประหยัดเงินไปได้เท่าไหร่
หากยอมจ่ายตามที่สรรพากรเรียกเก็บ
• ภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม รวมทั้งหมด 137,182,213.06 บาท
• ภาษีซื้อที่ถูกนำไปหักออกจากยอดที่จะได้รับคืน 2,482,330.65 บาท
เมื่อสู้เพื่อรักษาสิทธิและศาลตัดสินแล้ว
• ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องจ่ายจริงคือ 0 บาท
• ได้รับสิทธิในภาษีซื้อจำนวน 2,482,330.65 บาท กลับคืนมา
ยอดเงินรวมที่ บริษัท เอ สามารถรักษาไว้ได้คือ 139,664,543.71 บาท
เห็นไหมครับว่าการมีความเข้าใจที่ถูกต้องในข้อกฎหมายและกล้าที่จะรักษาสิทธิของตัวเองนั้นสำคัญขนาดไหน เพื่อน ๆ คนไหนที่กำลังเจอปัญหาเรื่องการประเมินภาษีที่ดูไม่เป็นธรรมแบบนี้ อย่าเพิ่งตกใจไปนะครับ ลองหาที่ปรึกษาหรือคนที่มีความรู้เข้ามาช่วยดูให้ชัดเจนก่อนครับ
โปรดติดต่อเรา หากสรรพากร (ประเทศไทย) ติดต่อคุณ










