เจ็บแสบทุกครั้งที่โพสต์ข้อความ ล่าสุด ดร. #จักษ์พันธ์ชูเพชร สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พูดถึง การตัดสินใจยุบสภาฯ ของนาย #อนุทินชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรี หลังจากโดนกดดันอย่างหนัก จากพรรคประชาชน ในการยื่นซักฟอก แบบลงมติคะแนนโหวต
"พรรคที่บอกว่า “จะล้มเผด็จการ”
แต่ตัวเองนี่แหละ…
“เผด็จการทางความคิด” ตัวพ่อ
เอะอะอะไรก็โทษรัฐธรรมนูญ
เหมือนเด็กสอบตกแล้วโทษดินสอ
น้ำท่วม—โทษรัฐธรรมนูญ
ข้าวราคาตก—โทษรัฐธรรมนูญ
เขมรยิงทหารไทย—ก็จะโทษรัฐธรรมนูญอีกไหม?
บางพรรคคิดว่าชีวิตทั้งประเทศแก้ได้ด้วยปากกาเมจิก — ขีดทับ ส.ว. แล้วโลกจะสงบสุข
แต่ลืมว่า รัฐธรรมนูญไม่ใช่ผ้าเช็ดหน้าที่อยากปาเมื่อไหร่ก็ปา..."
"สุดท้ายนี้…ฝากให้พรรคที่ชอบอ้างประชาธิปไตยแต่ทำตัวตรงข้าม
การเมืองไม่ใช่งานประกวดแฟนคลับ
ประเทศไม่ใช่มหาวิทยาลัยให้พวกคุณมาทดลองความเพ้อเจ้อ
และรัฐธรรมนูญไม่ใช่สมุดวาดรูปที่ใครอยากลบก็ลบ
อนุทินไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบ"
แต่วันนี้…
เขาคือคนเดียวที่เลือก “กติกา” มากกว่า “เก้าอี้”
และนักการเมืองแบบนี้แหละครับ
ที่ต่างประเทศเรียกว่า “Statesman”
แต่ในไทย…เรียกว่า
“ตัวจ ริง”
ในสถานการณ์การเมืองไทยที่มีความสับสนวุ่นวาย การเลือกตั้งและการยุบสภากลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ การที่นายอนุทินชาญวีรกูล เลือกที่จะรักษากติกาและรัฐธรรมนูญไว้ก่อนความต้องการส่วนตัวนั้น ถือเป็นการแสดงออกถึงการเมืองที่มีความรับผิดชอบและมองการณ์ไกล ซึ่งในแวดวงการเมืองต่างประเทศ นักการเมืองที่มีคุณสมบัติเช่นนี้มักถูกเรียกว่า “Statesman” หรือผู้นำที่มุ่งมั่นเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตัว ขณะเดียวกัน คำวิจารณ์ที่สะท้อนผ่าน ดร.จักษ์พันธ์ชูเพชร เกี่ยวกับพรรคการเมืองที่ยกเอารัฐธรรมนูญมาเป็นเครื่องมือวิพากษ์วิจารณ์แบบไม่สร้างสรรค์นั้น ชี้ให้เห็นถึงปัญหาการเมืองแบบเผด็จการทางความคิด ซึ่งแทนที่จะรวมพลังเพื่อพัฒนาประเทศ กลับทำให้สังคมแตกแยกและความขัดแย้งบานปลาย รัฐธรรมนูญไม่ใช่เพียงกฎหมายพื้นฐานที่ต้องปฏิบัติตามเท่านั้น แต่ยังเป็นกรอบและกติกาสำคัญที่ค้ำจุนเสถียรภาพของประเทศ การลบหรือเปลี่ยนแปลงโดยขาดความรอบคอบอาจนำมาซึ่งความไม่มั่นคงทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ สำหรับประชาชนผู้ติดตามการเมืองไทย การเข้าใจบทบาทของผู้นำอย่างอนุทินและความสำคัญของการยึดมั่นในกติกา เป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนการเมืองที่มีคุณภาพและขับเคลื่อนประเทศไปในทางที่ดีขึ้น นอกจากนี้ การเลือกตั้งครั้งต่อไปและกิจกรรมทางการเมืองต่างๆ ควรเป็นสนามที่แสดงออกถึงความเคารพต่อกติกาและความตั้งใจจริงในการพัฒนาประเทศ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนและความสงบสุขแก่สังคมไทยในภาพรวม
































































