“เสียงลูกคือแรงใจของฉัน”
สวัสดีค่ะ ฉันชื่อเมย์ อายุ 38 ปี
ฉันเป็นคนพม่า และเข้ามาทำงานที่ประเทศไทยได้ประมาณ 10 ปีแล้ว
ตอนที่ฉันเข้ามาใหม่ ๆ ฉันแทบพูดภาษาไทยไม่ได้เลย
ฟังก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง การสื่อสารเป็นเรื่องยากมาก
แต่ฉันก็พยายามเรียนรู้ ค่อย ๆ ฟัง ค่อย ๆ จำ
เรียนจากเพื่อนคนพม่า จากนายจ้างชาวไทย
ทุกคนช่วยกันสอน จนวันนี้ฉันพอพูดได้ พอฟังรู้เรื่อง และใช้ชีวิตได้ดีขึ้นก ว่าเดิมมาก
งานแรกของฉันในประเทศไทยคือการเป็นพี่เลี้ยงเด็ก
เด็กที่ฉันดูแลเป็นเด็กน่ารัก เลี้ยงง่าย
ฉันรักเขามาก และผูกพันกับครอบครัวนั้นมาก
แต่วันหนึ่งฉันจำเป็นต้องเลิกงาน และกลับประเทศพม่าอย่างกะทันหัน
เพราะลูกชายของฉันป่วย
ในฐานะแม่ ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าลูก ฉันจึงต้องกลับไปดูแลเขาด้วยตัวเอง
หลังจากลูกอาการดีขึ้น ฉันตัดสินใจกลับมาทำงานที่ประเทศไทยอีกครั้ง
ครั้งนี้ฉันได้ทำงานกับนายจ้างใหม่
ซึ่งเป็นคนใจดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มาก
เวลาที่เขาทำอาหาร เขามักจะแบ่งมาให้ฉันทานด้วยเสมอ
ฉันรู้สึกรักและผูกพันกับนายจ้างคนนี้มาก
ถึงบางครั้งเขาจะดุฉันบ้าง เพราะฉันฟังไม่ค่อยเข้าใจ หรือสื่อสารกันผิดพลาด
แต่ฉันรู้ว่าเขาไม่ได้มีเจตนาไม่ดี
สาเหตุที่ฉั นต้องมาทำงานที่ประเทศไทย
เพราะครอบครัวของฉันที่พม่ายากจนมาก
ฉันอยากมีเงินส่งให้พ่อแม่
อยากมีเงินให้ลูกได้เรียนหนังสือ
ที่พม่าค่าแรงถูก งานก็น้อย
การมาทำงานที่ประเทศไทยจึงเป็นทางเลือกเดียวของฉัน
สิ่งหนึ่งที่ฉันรู้สึกประทับใจมาก คือคนไทย
คนไทยมีน้ำใจ ใจดี และช่วยเหลือกัน
ถึงฉันจะเป็นคนพม่า แต่หลายคนก็ไม่เคยรังเกียจ
ฉันรักประเทศไทย ชอบวัฒนธรรมไทย และรู้สึกผูกพันกับที่นี่มาก
ถ้าวันหนึ่งฉันมีเงินมากพอ
ฉันอยากให้ลูกมาเรียนที่ประเทศไทย
อยากให้เขามีเพื่อนดี ๆ อยู่ในสังคมที่ดี และมีคนรักเขามาก ๆ
เร็ว ๆ นี้ สามีของฉันก็จะเข้ามาทำงานที่ประเทศไทยเหมือนกัน
แม้ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าเขาจะได้ทำงานอะไร หรือทำงานที่ไหน
แต่อย่างน้อย เราจะได้ช่วยกันทำงานห าเงิน
เพื่อนำไปดูแลลูกของเรา
เพราะเป้าหมายของฉันและสามีมีเพียงอย่างเดียว
คือลูก
ลูกคือแรงผลักดันของเราทั้งสองคน
ไม่ว่างานจะเหนื่อยแค่ไหน
ไม่ว่าวันไหนจะท้อ
ฉันจะโทรไปหาลูก
และแค่ได้ยินเสียงเขา
ฉันก็มีแรงลุกขึ้นสู้ต่อในวันถัดไปเสมอ






































































