จะทำยำขายแต่ไม่รู้ต้นทุน เซฟคลิปนี้เก็บไว้เลยค่ะ
.
#ยำ #เปิดร้านอาหาร #สอนทำอาหาร #สูตรอาหาร #เชฟทิพย์สอนทำอาหาร #thipkitchen
ถ้าคิดจะทำ “ยำทะเล” ขายแบบเดลิเวอรี่ สิ่งที่ช่วยให้ไม่ขาดทุนคือ “รู้ต้นทุนต่อกล่อง” แบบละเอียดก่อนค่ะ ตอนเริ่มขายใหม่ๆ เรามักคิดแค่วัตถุดิบ แต่พอหักค่ากล่อง ค่าซอส ค่าท็อปปิ้ง และ GP จากแอป (เช่น Grab / LINE MAN) กำไรจริงอาจหายไปเยอะมาก วิธีที่เราใช้คือแยกต้นทุนเป็น 3 ก้อนหลัก 1) ต้นทุนวัตถุดิบยำทะเล: กุ้ง/ปลาหมึก/หอย/ปูอัด + ผัก (หอมแดง มะเขือเทศ คื่นฉ่าย) + เครื่องยำ (พริก มะนาว น้ำปลา น้ำตาล) และ “ของที่ลืมคิด” อย่างน้ำแข็งล้างซีฟู้ด 2) ต้นทุนบรรจุภัณฑ์: กล่อง + ฝา + ถุง + ยางรัด + ช้อนส้อม + กระดาษทิชชู่ (ของพวกนี้รวมกันต่อกล่องมีผลกับกำไรชัดมาก) 3) ค่าขายผ่านแพลตฟอร์ม: ถ้าขายผ่านแอป ให้กันเงินไว้สำหรับ GP/ค่าธรรมเนียม และเผื่อส่วนลดที่เราทำโปรเองด้วย ตัวอย่างการคิดแบบง่าย (แนะนำให้ชั่ง/ตวงจริงแล้วจด) - ชั่งซีฟู้ดต่อกล่องว่าจะใส่กี่กรัม เช่น กุ้ง 80 กรัม + ปลาหมึก 80 กรัม แล้วเอาราคาซื้อต่อกิโลมาหารเป็นต้นทุนต่อกรัม - น้ำยำสำเร็จ/น้ำยำที่ทำเอง ให้คิดเป็น “ต้นทุนต่อ 1 กล่อง” เช่น ใช้ 60 กรัมต่อกล่อง แล้วคำนวณจากต้นทุนต่อหม้อ/ต่อขวด - บรรจุภัณฑ์ให้รวมเป็นชุด เช่น ชุดละ 8–15 บาท (แล้วแต่คุณภาพ) จากประสบการณ์ ถ้าต้นทุนยำเดลิเวอรี่ต่อกล่องอยู่ราว 100 กว่าบาท การตั้งราคาขาย 180–230 บาทถึงจะเหลือกำไรพอสมเหตุสมผล (ขึ้นกับปริมาณซีฟู้ดและค่า GP) เป้าหมายที่คุมง่ายคือ “กำไรเฉลี่ยกล่องละ 50–100 บาท” แต่ต้องคุมวัตถุดิบให้คงที่ เช่น กำหนดสกู๊ป/ช้อนตวงพริก น้ำตาล น้ำปลา และชั่งซีฟู้ดทุกครั้ง ทริคเพิ่มกำไรแบบไม่ลดคุณภาพ - ทำไซซ์ให้ชัด: ไซซ์เล็ก/ใหญ่ เพิ่มซีฟู้ดตามกรัม ลูกค้ารู้สึกคุ้มและเราคุมต้นทุนได้ - แยกน้ำยำ: ลดน้ำซึม ทำให้หน้าตาดี รีวิวดี และลดการคืนสินค้า - วางระบบเก็บวัตถุดิบ: ซีฟู้ดแยกถุงตามออเดอร์/ตามกรัม แช่เย็นให้ถูก ลดของเสียคือกำไรทันที - ตั้งราคาขายแยกช่องทาง: หน้าร้านราคาหนึ่ง เดลิเวอรี่บวกเพิ่มเพื่อรองรับค่า GP ถ้าเพิ่งเริ่ม แนะนำทำตารางต้นทุน “ยำทะเล 1 กล่อง” ไว้เลยค่ะ ใส่รายการทุกอย่างตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงกล่อง แล้วค่อยกำหนดราคาขายให้เหลือกำไรจริง แบบนี้ทำยำขายได้ยาวๆ ไม่เหนื่อยฟรี










