ถ้ากำลังตามหา “คะแนน กสพท 67” เพื่อเทียบกับคะแนนตัวเอง เราแนะนำให้ดู 2 อย่างควบคู่กัน: (1) คะแนน/แนวโน้มของกสพทปี 67 เอง และ (2) ภาพรวมความ “เฟ้อ–ฝืด” ของข้อสอบที่เกี่ยวข้องในระบบ TCAS โดยเฉพาะ TGAT/TPAT เพราะมันช่วยให้เราประเมินความเสี่ยงตอนจัดอันดับได้แม่นขึ้น 1) อ่านคะแนน กสพท 67 ให้ถูก: ดู “ช่วง” ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขเดียว หลายคนเสิร์ชคะแนนกสพท 67 แล้วอยากได้เลขเดียวจบ แต่เวลาวางแผนจริงให้ดูเป็นช่วง เช่น คะแนนต่ำสุด–คะแนนเฉลี่ย (ถ้ามี) และจำนวนคนในช่วงคะแนน เพราะบางปีคะแนนอาจกระจุกตัวมาก ทำให้ “ต่างกันไม่กี่คะแนน” อันดับแกว่งแรงกว่าที่คิด 2) เช็กความเฟ้อ/ฝืดจากสถิติพื้นฐาน TGAT/TPAT จากสถิติพื้นฐานการสอบที่หลายคนแชร์กัน (เช่น TGAT/TPAT2-5 แยกรายวิชา) จะมีการพูดถึงว่าแต่ละวิชา “เฟ้อ” (ทำได้สูงขึ้น) หรือ “ฝืด” (ทำได้ต่ำลง) พร้อมส่วนต่างระหว่างปี เช่น ปี 68/ปี 69 ที่เทียบให้เห็นภาพ ถ้าเราเห็นว่าวิชาที่เราใช้ยื่นมีแนวโน้มฝืดมาก เช่นบางรายวิชามีส่วนต่างติดลบเยอะ ๆ แปลว่าคนส่วนใหญ่ทำได้น้อยลง คะแนนตัดอาจไหลลง หรือการแข่งขันเปลี่ยนรูปแบบได้ 3) วิธีเอาไปใช้กับการเทียบคะแนน กสพท 67 - ถ้าคะแนนเราใกล้ “คะแนนกสพท 67” มาก ๆ (ห่างไม่กี่คะแนน) ให้เผื่อความผันผวนไว้ เพราะปีถัดไปอาจเฟ้อ/ฝืดคนละทิศกับปี 67 - ถ้าวิชาที่เกี่ยวข้องกับสายแพทย์/กสพท มีสัญญาณ “เฟ้อมาก” โอกาสที่คะแนนตัดจะขยับสูงขึ้นก็มี ให้จัดอันดับแบบมีตัวกันพลาดเพิ่ม - ถ้ามีรายงาน “จำนวนคนตามช่วงคะแนน” ให้ดูว่าคะแนนเราอยู่ในช่วงที่คนหนาแน่นหรือไม่ ช่วงที่คนหนาแน่นจะเสี่ยงอันดับชนกันเยอะ 4) ทริคสั้น ๆ ตอนวางแผนยื่น เราใช้หลักง่าย ๆ คือทำ 3 กลุ่ม: ตัวหวัง (สูงกว่าคะแนนกสพท 67 พอสมควร), ตัวลุ้น (ใกล้เคียง), ตัวเซฟ (ต่ำกว่าคะแนนกสพท 67 แต่เรายังพอรับได้) แล้วค่อยปรับตามสัญญาณเฟ้อ/ฝืดของ TGAT/TPAT ในปีที่เราสอบ ถ้าอยากให้ช่วยประเมินแบบละเอียด บอกได้เลยว่าคะแนนรวม/คะแนนย่อยที่มี + คณะ/สถาบันเป้าหมาย แล้วเราจะช่วยตีความเทียบกับภาพรวมคะแนนกสพท 67 และแนวโน้ม TGAT/TPAT ให้เข้าใจง่ายขึ้น
2/13 แก้ไขเป็น

