พบช่องโหว่ Zero-Day "MiniPlasma" บน Windows 11

ตรวจพบช่องโหว่ Zero-Day "MiniPlasma" บน Windows 11 ใข้อัปเกรดสิทธิ์ระดับ System โดยไม่ได้รับอนุญาตได้

จากรายงานโดยเว็บไซต์ The Hacker News ได้กล่าวถึงการตรวจพบช่องโหว่ที่ตั้งชื่อว่า MiniPlasma ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่เกิดขึ้นในส่วนของไดร์เวอร์ (Driver) สำหรับ Windows Cloud Files Mini Filter ที่มีชื่อไฟล์ว่า "cldflt.sys" โดยตัวช่องโหว่นั้นจะอยู่ภายในรูทีน (Routine) ที่มีชื่อว่า "HsmOsBlockPlaceholderAccess" อีกที ซึ่งช่องโหว่นี้จะช่วยให้แฮกเกอร์สามารถอัปเกรดสิทธิ์การใช้งานระบบ (Privilege Escalation) ขึ้นเป็นระดับสูงสุด หรือ SYSTEM ได้ โดยช่องโหว่นี้เคยถูกตรวจพบโดยนักวิจัยจากโครงการ Google Project Zero และได้รายงานให้กับทางไมโครซอฟท์ในช่วงเดือน กันยายน ค.ศ. 2020 (พ.ศ. 2563) และทางไมโครซอฟท์ก็ได้ออกแพทช์มาแก้ไขในช่วงเดือนธันวาคมปีเดียวกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยนับช่องโหว่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของช่องโหว่ความปลอดภัยรหัส CVE-2020-17103

ทางทีมไซเบอร์อิสระนาม Chaotic Eclipse ซึ่งเป็นผู้ตรวจพบช่องโหว่ประเภท Privilege Escalation อีก 2 ตัว นั่นคือ YellowKey และ GreenPlasma กล่าวว่า ถึงแม้ทางไมโครซอฟท์จะได้ออกมาประกาศว่าช่องโหว่ดังกล่าวได้ถูกแพทช์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่จากการตรวจสอบพบว่าปัญหาเดียวกันทุกประการยังคงอยู่และทำให้ทางนักวิจัยสามารถใช้ช่องโหว่ดังกล่าวได้อยู่ในปัจจุบัน จนทางเขาไม่แน่ใจว่าไมโครซอฟท์ได้ทำการออกแพทช์มาจริง ๆ หรือไม่ หรือถ้าออกแพทช์มาแล้วแต่ภายหลังเกิดปัญหาบางอย่างทำให้ต้องย้อนการแก้ไข (Roll-Back) จนนำไปสู่การกลับมาของช่องโหว่ดังกล่าวหรือไม่ ทั้งยังได้เปิดเผยว่า Windows ทุกเวอร์ชันในปัจจุบันนั้นล้วนแต่มีความเสี่ยงจากช่องโหว่ MiniPlasma ทั้งหมด

นอกจากนั้นทางนักวิจัยไซเบอร์อีกราย คุณ Will Dormann ออกมากล่าวว่า ช่องโหว่ MiniPlasma นั้นสามารถใช้งานได้อย่าง “น่าเชื่อถือ” จนทำให้เขาสามารถเข้าใช้งาน "cmd.exe" พร้อมสิทธิ์การใช้งานในระดับ SYSTEM แต่ในขณะเดียวกันก็ได้กล่าวว่า ตัวเขาไม่สามารถใช้งานช่องโหว่ดังกล่าวบน Windows 11 เวอร์ชันทดลอง อย่าง Preview Canary ในรุ่นล่าสุดได้อีกต่อไป จึงคาดว่าทางไมโครซอฟท์ได้แก้ไขปัญหานี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

#ติดเทรนด์ #Lemon8ฮาวทู #lemon8ไดอารี่ #zeroday #freedomhack

6/15 แก้ไขแล้ว

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์การติดตามช่องโหว่ความปลอดภัยบน Windows หลายครั้ง ผมพบว่าช่องโหว่ระดับ Privilege Escalation เช่น MiniPlasma มักเป็นความท้าทายที่ผู้ดูแลระบบต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะเมื่อแฮกเกอร์ได้สิทธิ SYSTEM เท่ากับเข้าควบคุมเครื่องได้เต็มที่ โดยช่องโหว่นี้อยู่ในไดร์เวอร์ cldflt.sys ของ Windows Cloud Files Mini Filter ซึ่งเป็นส่วนที่ผู้ใช้ทั่วไปไม่ค่อยสังเกตเห็น แม้ Microsoft จะออกแพตช์ในปี 2020 เพื่อแก้ไขช่องโหว่นี้ แต่ล่าสุดทีมวิจัยยังพบว่าช่องโหว่ในรูปแบบเดียวกันยังสามารถใช้งานได้บน Windows เวอร์ชันหลายรุ่น โดยเฉพาะระบบปฏิบัติการที่ไม่ได้อัปเดต หรือเครื่องที่ย้อนการติดตั้งแพตช์ (rollback) จึงทำให้ความเสี่ยงไม่หมดไปจริงๆ สิ่งที่ควรทำเพิ่มคือการตรวจสอบสถานะอัปเดตระบบอย่างสม่ำเสมอ และใช้เครื่องมือความปลอดภัยช่วยจัดการ เช่น Antivirus หรือ Endpoint Protection ที่สามารถตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติที่เกิดจากการโจมตีช่องโหว่เหล่านี้ นอกจากนี้ ผู้ใช้ควรระวังอย่าเปิดไฟล์หรือแอพพลิเคชันที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะแฮกเกอร์มักใช้ช่องทางเหล่านี้เข้าไปใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ MiniPlasma เพื่อเข้าไปสู่ระดับ SYSTEM ได้ง่ายขึ้น ในส่วนของนักวิจัยไซเบอร์ เช่น Will Dormann ได้ยืนยันความน่าเชื่อถือของช่องโหว่นี้ในการรันคำสั่ง cmd.exe ด้วยสิทธิ SYSTEM แสดงให้เห็นว่าความร้ายแรงของช่องโหว่นี้สูงมาก แต่ก็โชคดีที่ Windows 11 Preview Canary รุ่นล่าสุดไม่สามารถถูกโจมตีด้วยช่องโหว่นี้ได้แล้ว ซึ่งบ่งชี้ว่าไมโครซอฟท์กำลังพยายามแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง สรุปคือ ผู้ใช้งาน Windows 11 ควรหมั่นอัปเดตระบบอย่างสม่ำเสมอและติดตามข่าวสารด้านความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันตัวเองจากความเสี่ยงที่เกิดจากช่องโหว่ เช่น MiniPlasma ที่สามารถทำให้แฮกเกอร์เข้าควบคุมเครื่องได้ระดับสูงสุด หากคุณเป็นผู้ดูแลระบบหรือผู้ใช้งานทั่วไป การมีความรู้และตระหนักถึงปัญหานี้จะช่วยให้รักษาความปลอดภัยของข้อมูลและระบบได้ดียิ่งขึ้น