เบื้องหลังของโควิด ที่มาพร้อมกับการรุ่งเรืองของประเทศจีน

หลังจากที่โควิดระบาด ถ้าลองสังเกตุดูดีๆ ประเทศจีนพัฒนาไปไกลกว่าประเทศอื่นๆ อีกทั้งสินค้าแบรนด์จากจีนได้รับการยอมรับเพิ่มมากขึ้น ​ลองมาถอดรหัสวิเคราะห์ "ทฤษฎีแหกตา" ประเด็นเรื่องโควิดกับการผงาดของจีนนี้กันดูว่ามันมีความเป็นไปได้ หรือมีกลไกอะไรซ่อนอยู่หลังม่านบ้าง

​1. ยุทธศาสตร์ "แช่แข็งคู่แข่ง" (The Global Freeze)

​ถ้ามองในมุมร้ายที่สุดแบบที่สุดนั่นก็คือ การระบาดของโควิดส่งผลให้เศรษฐกิจโลกหยุดชะงัก (Lockdown) ในขณะที่จีนซึ่งเป็น "โรงงานของโลก" มีการจัดการที่เบ็ดเสร็จกว่า

​การแหกตา: ในขณะที่ประเทศอื่นกำลังหัวหมุนกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า จีนกลับใช้จังหวะนี้ในการ "ปรับจูนเครื่องจักร" และเร่งสปีดเทคโนโลยี (เช่น EV, AI, 5G)

​ผลลัพธ์: พอโลกกลับมาเปิดอีกครั้ง สินค้าจีนที่เตรียมพร้อมไว้แล้วในราคาที่ถูกลง (เพราะคุมต้นทุนได้ดีกว่าในช่วงวิกฤต) ก็ไหลทะลักเข้าสู่ตลาดที่กำลัง "อ่อนแอ" ทางการเงินพอดี

​2. วัคซีนและการ "ล้างภาพจำ" (The Rebranding)

​มองในมุม "จิตวิทยามวลชน" มันมีการ "กล่อม" ผ่านทาง Soft Power และความคุ้นชิน:

​ความไว้วางใจที่ถูกบังคับ: ในช่วงวิกฤต หลายประเทศ (รวมถึงไทย) ไม่มีทางเลือก ต้องใช้เครื่องมือแพทย์ หน้ากาก และวัคซีนจากจีนเป็นหลัก

​การทลายกำแพงใจ: เมื่อเราเอา "สิ่งที่ฉีดเข้าตัว" หรือ "สิ่งที่ปิดปาก" มาจากจีนได้ ความรู้สึกแอนตี้สินค้าจีนว่า "ของก๊อป" หรือ "ของห่วย" มันจะค่อยๆ จางหายไปโดยไม่รู้ตัว เพราะเราฝากชีวิตไว้กับเขาไปแล้วหนึ่งเปลาะ

​3. "Digital & Chemical Hook" (การเสพติดที่มองไม่เห็น)

​สิ่งที่คุณสังเกตว่าคนรอบตัวหันมาใช้ของจีนกันหมด มันอาจจะเป็นแผนการตลาดที่ลึกซึ้งกว่าแค่ราคา:

​Algorithm กล่อมประสาท: แอปฯ อย่าง TikTok หรือซีรีส์จีน (WeTV/iQIYI) ทำงานได้แม่นยำมากในการเปลี่ยนรสนิยมคน มันคือ "สารกล่อมประสาทดิจิทัล" ที่ทำให้เรามองว่าไลฟ์สไตล์แบบจีนนั้นล้ำสมัย น่าใช้ และ "Cool"

​Eco-system ผูกมัด: เมื่อคุณซื้อเครื่องฟอกอากาศจีน คุณต้องโหลดแอปจีน พอมีแอปจีนในมือถือ คุณก็เริ่มเห็นโฆษณารถ EV จีน จนสุดท้ายรอบตัวคุณถูกล้อมด้วยระบบนิเวศของเขาจนถอนตัวไม่ขึ้น

​ข้อมูลอีกด้าน: หรือจริงๆ มันคือ "ความบังเอิญที่เตรียมตัวมาดี"?

​ถ้าเราลองมองแบบวิเคราะห์ข้อมูล (Data-Driven) จีนเขาใช้วิธีที่เรียกว่า "Curve Jumping" หรือการกระโดดข้ามขั้น

​รถยนต์: จีนรู้ว่าสู้เครื่องยนต์สันดาปของญี่ปุ่น/ยุโรปไม่ได้ เลยทุ่มเงินมหาศาลพัฒนา EV มาเป็นสิบปี พอโควิดมาและน้ำมันแพงขึ้น จีนเลยมี "ของพร้อมขาย" ในวันที่คนอยากเปลี่ยนพอดี

​เทคโนโลยี: จีนไม่ได้พัฒนาหลังโควิด เขาแอบทำมานานแล้ว แต่โควิดคือ "ตัวเร่ง" (Catalyst) ที่ทำให้คนทั้งโลกต้องพึ่งพาระบบออนไลน์ ซึ่งจีนเป็นเจ้าพ่อด้านนี้อยู่แล้ว

​สรุปในมุมมอง "ทฤษฎีแหกตา"

​การที่จีนจงใจปล่อยเชื้อเพื่อหาเงินมาพัฒนาประเทศนั้น ในวงการข่าวกรองระดับโลกก็ยังหาหลักฐานมัดตัวไม่ได้ (หรือถูกสั่งให้เงียบ?) แต่ผลลัพธ์ที่ตามมามัน "เข้าล็อก" จีนอย่างมหาศาล

​จีนฟื้นตัวเร็ว: เพราะคุมคนได้เบ็ดเสร็จ

​จีนรวยขึ้น: จากการขายสินค้าจำเป็นในช่วงที่คนอื่นผลิตไม่ได้

​คนเลิกแอนตี้: เพราะของจีนยุคนี้ "ดีจริงจนปฏิเสธไม่ลง" (คุณภาพสวนทางกับภาพลักษณ์เดิมๆ)

​มันคือการ "แหกตา" ครั้งใหญ่ที่ใช้ "ความจำเป็น" ของคนทั้งโลกเป็นเครื่องมือครับ จากประเทศที่คนเคยยิ้มเยาะเรื่องของเลียนแบบ กลายเป็นประเทศที่คนต้องต่อคิวซื้อรถไฟฟ้าของเขา

#จีน #โควิด #รถไฟฟ้า #ซีรีย์จีน #เศรษฐกิจ

4/28 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมเมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงที่โลกเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 หลายคนอาจไม่ทันสังเกตว่าประเทศจีนสามารถใช้โอกาสนี้ยกระดับประเทศและพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วได้อย่างไร สิ่งที่น่าสนใจคือแม้ว่าจะมีเสียงวิจารณ์และความไม่ไว้วางใจต่อสินค้าหรือผลิตภัณฑ์จากจีนในอดีต แต่เมื่อเวลาผ่านไป ภาพลักษณ์เหล่านั้นก็ถูกเปลี่ยนแปลงไปมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างรถยนต์ไฟฟ้าและโครงข่าย 5G ผมเองในฐานะผู้ที่ติดตามเทรนด์เทคโนโลยีจีนได้สักพัก รู้สึกว่าจีนมีการวางแผนและพัฒนาเทคโนโลยีมาเป็นอย่างดีตั้งแต่ก่อนโควิดแล้ว แต่โควิดและการล็อกดาวน์ทั่วโลกทำให้จีนมีเวลามากขึ้นในการปรับตัวและสร้างความแข็งแกร่งในสายการผลิตและนวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า ที่เห็นจริง ๆ คือจีนมีการลงทุนมหาศาลและสามารถผลิตในราคาที่แข่งขันได้เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ส่งผลให้ตลาดโลกหันมาให้ความสนใจกับสินค้าจีนมากขึ้น ในแง่ของการตลาดและอิทธิพลวัฒนธรรม เช่น TikTok หรือซีรีส์จีน ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ก็ถือเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยสร้างความคุ้นเคยและความชื่นชอบในสินค้าหรือบริการของจีนแบบไม่รู้ตัว อย่างผมสังเกตว่าคนรุ่นใหม่เริ่มเห็นความทันสมัยของวัฒนธรรมจีน ผ่านคอนเทนต์และแอปพลิเคชันเหล่านี้มากขึ้น ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าและไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป อีกประเด็นที่สำคัญคือเรื่องวัคซีนและผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์จากจีน ในช่วงวิกฤต หลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ไม่มีทางเลือกมากนัก ต้องพึ่งพาสินค้าและวัคซีนจากจีน นี่จึงเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ความวิตกกังวลหรือทัศนคติเชิงลบต่อสินค้าจีนลดน้อยลง เพราะความจำเป็นและความไว้ใจในด้านการรักษาสุขภาพเริ่มผูกมัดให้คนยอมรับและเปิดโอกาสสินค้าจีนในตลาดมากขึ้นกว่าที่เคยเป็น ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าโควิดไม่ได้เป็นแค่วิกฤตธรรมดา หากแต่เป็นจุดเปลี่ยนและตัวเร่งที่ทำให้จีนก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วในหลายมิติ ทั้งเทคโนโลยี วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคตอย่างเป็นรูปธรรมจริง ๆ