เมื่อ ‘งานงอก’ ไม่ใช่ภาระ แต่คือบันไดสู่ภาวะผู้นำ
🔋 กับดัก “100%” เมื่อ ‘งานงอก’ ไม่ใช่ภาระ แต่คือบันไดสู่ภาวะผู้นำ
ทำไมคนที่ยุ่งที่สุด อาจเป็นคนที่ไปได้ไกลที่สุดในระยะยาว?
เช้าวันหนึ่ง ผมได้อ่านข้อความจากเพจหนึ่งที่ตั้งคำถามสั้นๆ แต่คมคายเกี่ยวกับคำว่า “การทำงานเต็ม 100%” คำถามนั้นไม่ได้ชวนเถียงเสียงดัง แต่กลับสะกิดใจอย่างเงียบๆ ว่า ในโลกการทำงานปัจจุบัน เรากำลังนิยามคำว่า “ทุ่มเท” และ “รับผิดชอบ” ถูกต้องแล้วหรือยัง
ในอดีต การทำงานเต็ม 100% มักถูกตีความอย่างตรงไปตรงมา คือการมาตอกบัตรตรงเวลา ทำงานตามหน้าที่ให้ครบถ้วน ส่งมอบงานตามที่ได้รับมอบหมายโดยไม่ขาดตกบกพร่อง โมเดลนี้สอดคล้องกับโลกอุตสาหกรรมที่ความมั่นคงเกิดจากความสม่ำเสมอ และความก้าวหน้ามักวัดจากอายุงานและความอดทน
แต่เมื่อโลกธุรกิจขยับเข้าสู่ปี 2026 โลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI นวัตกรรม และความไม่แน่นอนสูง นิยามเดิมเริ่มไม่เพียงพอ องค์กรจำนวนมากเริ่มมอบหมาย “งานงอก” หรือ “Special Projects/Assignments” ให้กับพนักงานมากขึ้น งานเหล่านี้มักไม่อยู่ใน Job Description เดิม ไม่มีขั้นตอนที่ชัดเจน และไม่มีคำตอบตายตัวว่าต้องทำอย่างไรจึงจะเรียกว่าสำเร็จ
นี่เองคือช่วงเวลาสำคัญ หรือคือช่วงเวลาที่งานงอกไม่ได้เป็นเพ ียงภาระที่เพิ่มขึ้น แต่กลายเป็น “จุดตัด” (Fork in the Road) ของเส้นทางอาชีพ เป็นจุดที่แยกคนทำงานออกเป็นสองแนวคิดอย่างชัดเจน
“บางคนมองงานงอกเป็นสิ่งที่ต้องหลบเลี่ยง บางคนมองงานเดียวกันเป็นเวทีฝึกฝน”
ความแตกต่างนี้เอง ที่ค่อยๆ สร้างช่องว่างระหว่าง “มนุษย์เครื่องจักร” กับ “ว่าที่ผู้นำ” โดยไม่ต้องมีใครประกาศอย่างเป็นทางการ
====
1. สมการ “เวลา vs โอกาส” = จุดแตกต่างทางความคิดที่กำหนดอนาคต
หากสังเกตพฤติกรรมในองค์กรขนาดใหญ่หรือองค์กรเทคโนโลยี จะพบภาพซ้ำๆ เมื่อหัวหน้าเดินเข้ามาพร้อมโจทย์ใหม่ที่ท้าทายและยังไม่ชัดเจนดีนัก ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นมักแบ่งออกเป็นสองแบบ
กลุ่มที่หนึ่ง : “นักบัญชีเวลา” (The Time Accountant)
คนกลุ่มนี้จะเริ่มประเมินสถานการณ์ทันทีด้ว ยกรอบคิดแบบ Zero-Sum Game ทุกอย่างถูกแปลงเป็นต้นทุน
* ถ้ารับงานนี้ งานเดิมต้องลดลงหรือไม่?
* ต้องทำงานเพิ่มกี่ชั่วโมง?
* มีค่าตอบแทนหรือไม่?
* ความเสี่ยงคืออะไร? เป็นต้น
คำถามเหล่านี้ฟังดูสมเหตุสมผล และในหลายบริบทก็จำเป็น แต่หากใช้เป็นกรอบคิดหลัก จะสะท้อน Fixed Mindset อย่างชัดเจน นั่นคือการเชื่อว่าพลังงาน เวลา และศักยภาพของตัวเองมีจำกัด งานจึงถูกมองเป็นเพียงการแลกเปลี่ยน (Transaction) ทำมากเท่ากับเสียมาก
งานวิจัยด้านพฤติกรรมองค์กรจาก Stanford University ชี้ให้เห็นว่า คนทำงานที่ยึดกรอบคิดลักษณะนี้มีแนวโน้ม Burnout สูงกว่า เพราะพลังงานทางจิตถูกใช้ไปกับความกังวล การต่อรอง และการปกป้องขอบเขต มากกว่าการสร้างคุณค่าใหม่ให้กับงานและตัวเอง
กลุ่มที่สอง : “นักลงทุนโอกาส” (The Opportunity Investor)
ในทางตรงกันข้าม คนอีกกลุ่มหนึ่งจะมองโจทย์เดียวกันด้วยคำถามคนละชุด พวกเขาไม่เริ่มจากคำว่า “คุ้มไหม” แต่เริ่มจากคำว่า “เติบโตอย่างไร”
* งานนี้จะทำให้เราได้เรียนรู้ทักษะอะไร?
* จะได้เห็นมุมมองใหม่ขององค์กรหรือไม่?
* ถ้าทำสำเร็จ จะเปลี่ยนภาพจำของเราที่หัวหน้ามองอย่างไร?
คนกลุ่มนี้มี Growth Mindset สูง พวกเขามองแรงกดดันเป็นสนามฝึก ไม่ใช่กับดัก และมองความไม่ชัดเจนเป็นพื้นที่ของโอกาส
กรณีศึกษาที่ถูกยกบ่อยคือ Google กับแนวคิด 20% Time ที่เปิดโอกาสให้พนักงานทดลองทำโปรเจกต์นอกเหนือหน้าที่หลัก จนเกิดนวัตกรรมอย่าง Gmail หรือ Google News สิ่งสำคัญไม่ใช่ตัวนโยบาย แต่คือกรอบคิดที่เชื่อว่า งานประจำช่วยรักษาตำแหน่ง แต่ “งานงอก” คือพื้นที่สร้างอนาคต
====
2. “กับดักของความยุ่ง” = ทำงานให้เต็ม หรือ ทำงานให้เกิด Impact
