เคล็ดลับอายุยืนแบบชาว blue zone💙

blue zone คือพื้นที่ที่มีประชากรอายุยืนยาวและมีสุขภาพดี

มีวิถีชีวิตที่สนับสนุนความยั่งยืนของสุขภาพและอายุขัย

แน่นอนว่าเราทุกคนน่าจะอยากสุขภาพดีจริงไหมครับ

ไม่มีใครอยากป่วย ผมเลยมาแชร์เคล็ดลับของชาบลูโซน

ที่ได้เรียนมาให้ทุกคนได้ฟังครับ

ขอรวบรวมสรุปเป็น activity หรือสิ่งที่เราเอาไปใช้ได้เลยนะครับ

ซึ่งเขาก็บอกว่าบลูโซนไม่ได้เป็นแค่สถานที่

แต่เป็นแนวคิดในการใช้ชีวิตที่ส่งเสริมสุขภาพ

หลักๆแล้วจะมี 4 อย่างที่คนในพื้นที่บลูโซนทำเหมือนกัน

1.กินอาหารที่ดี ส่วนใหญ่จะเป็น plant based

- กินพออิ่มแค่ 80% ก็พอ

- เน้นถั่วและธัญพืช

- ชาวนิโคยาจะกินพืชสามพี่น้อง ถั่วดำ,ข้าวโพด,ฟักทอง

- กินถั่วเปลือกแข็ง 1 กำมือทุกวัน

- ชาวอิคาเรีย จะจิบไวน์ธรรมชาติ พร้อมมื้ออาหาร

2.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ชาบลูโซนขยับตัวบ่อย

- ชาวblue zone ส่วนใหญ่จะไม่ได้เวทหรือออกกำลังกายหนักแต่จะขยับตัวทำไร่ทำสวน หรือทำงานบ้านเป็นหลักขยับตัวบ่อยทำให้รู้สึกว่าเหมือนไม่ได้ออกกำลังกาย

3.มีทัศนคติที่ดี รู้ว่าตื่นมาเพื่ออะไร มีเป้าหมายชีวิตชัดเจน

- ในโอกินาว่ามี "อิคิไก" การรู้จักตัวเอง

- ชาวอิคาเรีย ก็มีแผนที่ชีวิตชัดเจน

4.มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับคนในครอบครัวและคนรอบข้าง

- เลือกสังคมที่ดีอยู่ ออกจากสังคมคิดลบ

- ชาวอิตาลีจะดูแลผู้สูงอายุ

หลักๆ ก็จะมีประมาณนี้ครับ ผมคิดว่าเราสามารถเอามาปรับใช้ในไทยได้อยู่เหมือนกัน ส่วนใหญ่ในไทยผมคิดว่าคนที่สุขภาพดีและอายุยืนจะเป็นคนที่อยู่ต่างจังหวัด 😂

เพื่อนๆคิดเห็นยังไงบ้างมาแชร์กันได้ครับ

#ติดเทรนด์ #Lemon8ฮาวทู #bluezone #สุขภาพดีกับlemom8 #lemon8ไดอารี่

กรุงเทพมหานคร
1/23 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมหลังจากได้เรียนรู้เคล็ดลับอายุยืนของชาว Blue Zone แล้ว ผมลองนำหลักการเหล่านี้มาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน และรู้สึกว่าเข้ากันได้ดีกับวิถีชีวิตแบบไทยๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทซึ่งหลายคนมีสุขภาพดีกันจริงๆ อย่างแรกคือนิสัยการกินอาหารที่เน้นผักผลไม้ ธัญพืช และถั่วเปลือกแข็งแทนเนื้อแดง ไม่จำเป็นต้องเข้มงวด แค่ลดสัดส่วนเนื้อสัตว์ลงและเพิ่มพืชให้มากขึ้น ผมจะกินพืชทั้งหลายในสไตล์พืชสามพี่น้องเหมือนชาวนิโคยา คือข้าวโพด ถั่วดำ และฟักทอง เป็นเมนูประจำ เช่น แกงฟักทองถั่วดำ และผัดเห็ดผักต่างๆ ทำให้เริ่มรู้สึกพลังงานดีขึ้นและระบบย่อยอาหารทำงานโอเคขึ้น สองคือการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายหนักๆ หรือเวทเทรนนิ่ง แค่ขยับตัวบ่อยๆ ผ่านการทำงานบ้าน ทำสวน หรือเดินเล่นรอบบ้านในแต่ละวัน ก็รู้สึกว่าร่างกายกระปรี้กระเปร่าขึ้น โดยเฉพาะคนที่ชอบนั่งทำงานติดโต๊ะนานๆ แนะนำให้ลุกขึ้นเดินบ้าง หรือทำงานบ้านที่ต้องเคลื่อนไหวสม่ำเสมอ สามคือทัศนคติและเป้าหมายชีวิต การมีอิคิไกหรือเหตุผลตื่นขึ้นมาในแต่ละวันช่วยสร้างจุดหมายให้ชีวิตมีความหมาย ผมพบว่าการตั้งเป้าหมายเล็กๆ ในแต่ละวัน เช่น ดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีขึ้น หรืออยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข สามารถทำให้รู้สึกมีกำลังใจและไม่ท้อกับชีวิต สุดท้ายคือปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง การเลือกอยู่ในสังคมที่ดีและเป็นบวก รวมทั้งรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัวให้แน่นแฟ้นเป็นเรื่องสำคัญมาก แนะนำให้หาเวลาทานข้าวพร้อมหน้ากัน หรือพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้สึกในแต่ละวัน เพราะสิ่งเหล่านี้ช่วยลดความเครียดและเสริมสร้างสุขภาพจิตที่ดี ผมมองว่าแนวคิด Blue Zone ไม่ใช่แค่เรื่องภูมิศาสตร์ แต่สามารถนำมาปรับใช้ในไทยได้จริง ทุกคนสามารถเริ่มต้นจากการปรับพฤติกรรมเล็กๆ เหล่านี้ได้ง่ายๆ แล้วจะช่วยให้เรามีชีวิตที่ยืนยาวและสุขภาพดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติครับ