คนที่เจริญสติเป็น
ส่วนใหญ่จะมีความรู้สึกว่า
จิตคับแคบไม่ดี ให้ทานดีกว่า เปิดกว้างดีกว่า
จิตสกปรกไม่ดี รักษาศีลดีกว่า ทำให้สะอาดดีกว่า
ทาน ศีล และภาวนา
เป็นตัวเสริมซึ่งกันและกัน
การปฏิบัติธรรม เจริญสติ
เป็นบุญขั้นสูงสุดในพุทธศาสนา
ดีกว่าการทำทานและรักษาศีล
แต่ถ้าไม่ทำทาน ไม่รักษาศีลไว้ก่อน
ไม่รู้จักการเสียสละ การมีน้ำใจ การให้ทานบ้าง
หรือ มีจิตสกปรกอยู่ตลอดเวล า
มีความบิดเบี้ยวผิดเพี้ยน เห็นผิดบ้างเห็นถูกบ้าง
ก็จะเจริญสติไม่ถูก
เจริญสติไป ก็เหมือนกับแกล้งๆ
เหมือนเป็นเรื่องตลก
และไม่รู้ว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่
.. .. .. .. .. .. .. ..
แล้วแบบไหนจึงเรียกว่า
ทำทานสำเร็จ รักษาศีลสำเร็จ เจริญสติสำเร็จ?
คิดทำบุญ
กับทำบุญสำเร็จ
ต่างกันอย่างไร?
ถ้าคิดจะไปทำทานที่สถานสงเคราะห์
จิตเป็นกุศลแล้ว
แต่ยังไม่ได้ให้ทานตามความตั้งใจ
ทานยังไม่เกิด ทานยังไม่สำเร็จ
ทานยังไม่ปรากฏเป็นเงาตามตัว
ธรรมชาติแห่งกรรมยังไม่จัดคิวให้ผล
ต่อเมื่อไปให้ของ ไปช่วยเหลือ
ตามความตั้งใจเสร็จสิ้น
จึงเรียกว่าทานสำเร็จ
ถ้าคิดจะรักษาศีลต่อหน้าหิ้งพระ
จิตเป็นกุศลแล้ว
แต่ยังไม่มีเหตุการณ์พิสูจน์ศีลที่ตั้งใจไว ้
ศีลเกิดแล้วที่ใจ แต่การรักษาศีลยังไม่สำเร็จ
ศีลยังไม่ปรากฏเป็นบารมีธรรมคุ้มตัว
ธรรมชาติแห่งกรรมยังไม่จำแนกชีวิต
ไปอยู่ในเขตปลอดการเบียดเบียน
ต่อเมื่อมีเหตุพิสูจน์ใจ
เช่น มีเรื่องน่าโกหกแล้วไม่โกหก
แล้วยับยั้งชั่งใจ ทำตามความตั้งใจรักษาศีล
ไม่คิดยอกย้อนกลับไปกลับมา
จึงเรียกว่าศีลสำเร็จ
ถ้าคิดจะเจริญสติในที่ใดๆก็ตาม
จิตเป็นกุศลแล้ว
และถ้ารู้วิธีดูความไม่เที่ยง
เช่น เห็นว่าลมหายใจเข้าแล้วต้องออก
ลมหายใจเข้าออกแต่ละรอบยาวสั้นไม่เท่ากัน
แม้ยัง ‘ไม่รู้สึก’ ถึงความไม่เที่ยงเลย
แต่สติก็เริ่มเจริญบ้างแล้วที่ใจ
การเจริญสติขั้นต้นสำเร็จแล้ว
ด้วยมุมมองที่ถูกต้อง
ตรงทางสละความถือมั่นว่ากายนี้ใจนี้เป็นของตน
ยิ่งสติเจริญมาก ใจยิ่งสะสมความเห็น ว่าไม่เที่ยงมาก
และเมื่อเจริญสติสำเร็จบ่อยขึ้น
รู้สึกถึงความไม่เที่ยงภายในกายใจบ่อยขึ้น
จิตก็สำเร็จบุญใหญ่ขั้นสูงสุดได้ทุกวัน ทุกที่ ทุกนาที
.. .. .. .. .. .. .. ..
การเจริญสติเป็นบุญขั้นสูงสุด
ไม่ต้องตระเตรียม ไม่ต้องมีพิธีรีตองที่สุด
แต่ก็เหมือนขั้นบันได
ถ้าใครทำทานไม่สำเร็จ รักษาศีลไม่สำเร็จ
ก็ ‘ไม่มีบุญพอ’ จะเจริญสติสำเร็จได้เลยเช่นกัน!
Cr. เพจ #Dungtrin




















