รีวิว adidas Hyperboost Edge “Supertrainer ที่สมดุลที่สุดในตลาด” @adidasperformance_th #adidas #adidasrunning #Hyperboostedge #jayrunsth
ถ้าใครกำลังหาข้อมูล “hyperboost edge adidas” เพราะอยากได้รองเท้า supertrainer คู่เดียวที่ซ้อมได้แทบทุกวัน รุ่นนี้เป็นตัวที่น่าสนใจมากค่ะ/ครับ จากที่ลองใส่วิ่งจริง จุดที่ทำให้มันถูกพูดถึงคือความ “สมดุล” ระหว่างความนุ่ม เด้ง และการคุมทรง โดยเฉพาะคนที่อยากได้รองเท้าซ้อมยาวที่ยังพอทำเพซได้ด้วย สเปกหลัก ๆ ที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจคือ Stack Height 45/39mm (สูงพอตัว) และ Drop 6mm ซึ่งจะให้ฟีลลงกลางเท้า/ส้นแบบเป็นธรรมชาติพอสมควร ไม่ชันเกินไป ส่วน Weight 244g (ไซซ์ US 8.5) ถือว่าเบากว่าที่คิดสำหรับรองเท้าพื้นสูงแบบนี้ เวลาเร่งเพซจะไม่รู้สึกหน่วงมาก ฟีลตอนวิ่ง: พื้นสูงทำให้ซับแรงกระแทกดี เหมาะกับวัน easy run หรือ long run ที่อยากถนอมขา แต่ไม่ได้ยวบจนเสียจังหวะ รุ่นนี้ให้แรงส่งพอประมาณ ทำให้ “คุมความเร็ว” ได้ง่ายกว่าแนวซ้อมนุ่ม ๆ บางรุ่นที่พอเร่งแล้วจะย้วย สำหรับคนที่ซ้อมหลากหลาย ทั้งวันชิลและวัน tempo เบา ๆ มักจะถูกใจ ส่วน Upper ที่ใช้ Primeweave จุดเด่นคือความกระชับและการระบายอากาศค่อนข้างดี ใส่แล้วล็อกเท้ากลางเท้าได้แน่นพอสมควร (เหมาะกับคนที่ชอบฟีลมั่นใจเวลาเข้าโค้ง/ลงส้น) แต่ถ้าใครหน้าเท้ากว้างมาก แนะนำลองใส่จริงหรือเผื่อไซซ์ครึ่งเบอร์ เพราะผ้าถักบางรุ่นจะกระชับกว่าผ้า engineered mesh ทั่วไป เหมาะกับใคร? - คนที่อยากได้รองเท้า “ซ้อมหลัก” 1 คู่ ใช้ได้ทั้ง easy/long และทำเพซได้บ้าง - คนที่อยากได้พื้นสูง (45/39mm) แต่ยังต้องการความมั่นคง ไม่ใช่นุ่มจนโคลง - คนที่ชอบ drop 6mm ที่บาลานซ์ระหว่างลงส้นและลงกลางเท้า ทริคเลือกไซซ์/ผูกเชือก: ถ้ารู้สึกส้นหลวม ลองผูกแบบ runner’s knot จะช่วยล็อกส้นได้ดีขึ้น และถ้าจะใช้วิ่งยาว แนะนำลองใส่ช่วงบ่ายหรือหลังเดินเยอะ ๆ เพราะเท้าจะบวมเล็กน้อย จะได้ไซซ์ที่ไม่บีบปลายเท้า สรุปสำหรับสายค้นหา “hyperboost edge adidas” ถ้าโจทย์คือรองเท้า supertrainer ที่ใส่ซ้อมแล้วไม่ต้องคิดเยอะ นุ่มพอดี เด้งพอดี และน้ำหนักไม่หนักเกินไป รุ่นนี้เป็นตัวเลือกที่ควรลองมาก ๆ ค่ะ/ครับ








































❤️❤️สวยจัดจริงๆ🥰🥰