“ผมเพิ่งตระหนักได้ว่า ความคมที่เราเหลากลับมา เขาฟูมฟัก เขาเสี้ยมให้เรากลายเป็นหอกแทงแผ่นดิน”
ความรู้สึกจากอดีตนิสิตจุฬาเมื่อลงจากเวทีงานเสวนา “ป้องกันเยาวชนไม่ให้ถูกล้างสมองเพื่อคุ้มครองอนาคต” เมื่อวันที่ 25 ม.ค.69
..
คุณพัทธนะ นามสมมติ อายุ 38 ปี สูงสมาร์ตหน้าตาดี น้ำเสียงทุ้มไพเราะและฉลาดเป็นกรด ได้ขึ้นเวทีมาเปิดโปงขบวนการล้างสมอง เมื่อครั้งเป็นศิษย์ก้นกุฏิ อ.ใจ อึ๊งภากรณ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง
..
คุณพัทธนะเป็นคนหัวขบถที่มีแนวคิดแบบอเมริกันเต็มตัว ทำให้ อ.ใจ ชอบให้ติดตามไปที่ต่างๆ จู่ๆ อ.ใจก็ลี้ภัยคดี ม.112 ในระหว่างที่ยังรอเกรดอยู่
เขาเป็นนักเรียนทุนอเมริกา Full Scholarship ที่ได้มาเป็นนิสิตเรียนที่จุฬาฯ คณะเศรษฐศาสตร์ ภาคอินเตอร์ แต่ใบปริญญาบัตรออกเป็นศิลปศาสตร์เพราะตอนนั้นจุฬายังปรับเรื่องคณะไม่เรียบร้อย
.
“ผมน่ะอยากเข้ารัฐศาสตร์..แล้วข้ามไปเรียนวิชารัฐศาสตร์ชื่อ Political Science พอได้เจอ อ.ใจ อาจารย์บอกว่า “หลายคนเรียนที่นี่กับอาจารย์ แต่ผมจะไม่ได้สอนทุกคน จะสอนแค่บางคนที่ควรค่าแก่เวลาของผม”
..
อาจารย์จะมีคลาส มีหนังสือมาให้เรียนแล้วให้หัวข้อมาถกหรือ debate ทุกครั้งจะสอดแทรกคำว่า Equality ความเท่าเทียม Rights สิทธิ เล่มแรกคือ A Coup for the Rich ที่อาจารย์เขียนเอง ตอนเปิดมาหน้าแรกก็ใส่ร้ายสถาบันแล้วว่า “The Coup was also supported by the Monarchy กล่าวห าว่าการปฏิวัติมีราชวงศ์หนุนหลัง.. ต่อมาปี 2550 หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือถูกห้ามเผยแพร่
..
หนังสือยังกล่าวหาว่า contempt and hatred for the poor. “สถาบันดูถูกและมีแต่ความเกลียดชังต่อประชาชนผู้ยากจน”
..
ต่อไปก็ยื่นหนังสืออีกเล่มปกสีแดงโดยบอกว่า “เล่มนี้ คุณจะได้เรียนสิ่งที่สอนเฉพาะในวิทยาลัยการสงครามของประเทศมหาอำนาจที่ใช้สอนเสนาธิการทหารเท่านั้น”
หนังสือนั้นชื่อ Coup D’etat แจกแจงวิธีการล้มล้างรัฐเป็น Practical manual ที่ว่าด้วยวิธีการในการล้มล้างรัฐไม่ว่าที่ไหนในโลก มีตั้งแต่แนวคิดฝังรากไปจนถึงกระบวนการทางทหาร
..
คือก่อนที่คุณจะไปยึดประเทศไหนหรือคุมใคร สิ่งแรกที่พวกเราทุกคนถูกสอนจากเล่มนี้คือ 1. คุณต้องมองหาก่อนว่า อะไรคือ Driving Political Force เป็นสิ่งหรือผู้มีอิทธิพลในประเทศนั้น สิ่งที่ยูต้องทำคือ Identify ระบุให้ชัดและ Isolate แยกเขาออกไปเลย แปลกแ ยกเขาออกไปเลย
สถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์รวมใจของชาติ เขาเลยต้องลด ลดออกจากวิชาประวัติศาสตร์ ด้อยค่า ทำให้คนสงสัยเคลือบแคลง
..
เขาบอกว่าไม่สามารถทำให้คนทั้งประเทศเชื่อได้ ดังนั้นต้องหาคนที่เรียกว่า ปัญญาชนมาเจาะคนที่มี Potential ปั้นได้ หน้าตาดี แล้วปั้นขึ้นมาเป็นกระบอกเสียงของเขา คือเขาจะเป็นคนคุมเกมอยู่เบื้องหลังทั้งหมดอีกที
สุดท้ายเป็นนักศึกษาติดท็อป 2 ได้ไปเจอกูรู ไปเจออาจารย์ ม.ต่างๆ
..
“ตัวผมพองสุดขีด ไปถกเรื่องการเมือง ได้ไปอยู่ใน Privilege Society ที่เด็กมหาวิทยาลัยเอื้อมไม่ถึง เพราะนี่คือนามสกุลดังๆ คือผู้รู้จริงทางการเมือง ถามตอบ ทำให้ผมให้ใจเขาเลย 99.99 % แต่เหลืออีก 0.01% ผมถามเขากลับ (เรื่องสถาบันกษัตริย์)
“ถ้าที่พวกคุณทุกคนพูดอยู่เนี่ยมันจริง.. แต่ทำไมถ้าเรากลับไปอยู่ในวันนั้นนะ มีทุกอย่างเหมือนกษัตริย์ เ ราออกไปลำบากทำไม เราใช้ชีวิตของเราให้อยู่กินสบายของเราเฉยๆ ดีกว่า ทำไมเราต้องไปต่อสู้เพื่อประชาชนที่เป็นคนแปลกหน้า”
คำถามผมไม่มีใครตอบได้ชัดเจน เลี่ยงไปคุยเรื่องอื่นแทน เหมือนถูกซุกไว้ก็ยิ่งทำให้ผมคาใจ ผมคาใจมาก
..
เขาพูดอะไรมาเราเชื่อเกือบหมด ในหนังสือว่าด้วยการล้มล้างเขียนว่า “การจะทำการล้มล้างให้สำเร็จ ต้องทำลายความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง ต้องทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งเด็กยุคนี้ก็เป็นแนวคิด Revolution ฝังหัวไว้ว่าการปฏิวัติถูกกระทำโดยประชาชน”
.
“ผมถูกหล่อหลอมให้เป็นคนที่เป้าหมายต้องสำเร็จ และมีอุดมการณ์ในตัวสูงมาก ทีนี้ก็มองหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์และหาเครื่องมือ ***ทุกท่านฟังผมให้ดีดีนะ*** ผมหาเครื่องมือ ไม่ได้หาเพื่อน ผมไม่ได้มีความเห็นอกเห็นใจกับคนที่จะมาอยู่ในกระบวนการที่ผมทำอยู่ แต่ผมต้องทำสิ่งเนี้ยให้สำเร็จ เพราะฉะนั้นการเข้ามาผมก็จะมีวิธีการคุย วิธีการปลูกฝังความคิด ให้เขาได้เฉิดฉายและโดดเด่น เพื่อใช้งานในสิ่งที่ผมต้องให้เขาทำ ..
.
เราจะจี้เขา เราจะเอ็มพาวเวอร์เขาให้เขาบวมขึ้นมา เพื่อให้เขามีแนวคิดแรงเข้าไปอีก แล้วก็ไปลงถนนแทนเรา”
..
สิ้นเสียงประโยคนี้ ในห้องเสวนามีเสียงฮือฮา ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ฟัง ใจพุ่งคิดถึงเด็กสามนิ้วที่ฮือหมิ่นสถาบันกษัตริย์ราวคนบ้าคลั่ง คิดถึงคำให้การของรุ้งว่า จู่ๆ ก็มีใครเอากระดาษใส่มือแล้วเธอก็ขึ้นเวทีปราศรัย พูดตามกระดาษนั้น
..
ความจงเกลียดจงชังที่ส้มปลุกปั่นในยุคนี้ เป็นตามหลักที่ถูกเสี้ยมสอนผ่านพวกอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่ไม่น้อยยังคงสอนอยู่ มีเป้าหมายเพื่อแยกประชาชนออกจากสถาบัน ที่เขาไม่ต้องการให้เคารพพ่อแม่ ก็เพื่อแยกเราออกจากคุณธรรม ไม่ให้เรียนรู้ประวัติศาสตร์อย่างมีชีวิต ก็เพื่อให้ไม่มีสำนึกรักชาติและจะได้ไม่ต้องตั้งคำถาม
..
เป้าหมายของหนังสือ The King Never Smiles คือการทำลายความผูกพันระหว่างกษัตริย์กับประชาชน และปลูกฝังความชิงชังผ่านความรู้สึกว่า “ไม่เท่าเทียม” กล่าวหาว่า พระราชกรณียกิจเป็นการปลุกปั่น Propaganda ผู้จงรักภักดีก็เป็นพวกชาวไร่ชาวนา ฝังกลบความจริงด้วยข้อมูลด้านเดียว
..
ความดีที่ทรงทำถูกกล่าวถึงไม่เกิน 3 บรรทัด แล้วอัดข้อมูลบิดเบือน ทั้งๆ ที่ความทุ่มเทเพื่อพสกนิกรของในหลวง ร.9 มีมากมาย แค่โครงการงานด้านการเกษตร และน้ำก็พรรณนาไม่รู้จบ
..
คำถามง่ายๆไม่เคยถูกพวกที่คิดว่าฉลาดคิดแสวงหาคำตอบ เช่น ถ้าสถาบันเกลียดชังคนจนแล้วจะทนลำบากทำไม
..
การปล่อยให้ชีวิตถูกหลอมด้วยความชิงชัง ทำให้ไม่เพียงแต่เป็นกา รมุ่งทำลายคนอื่น แต่ยังทำลายความเป็นมนุษย์ของตัวเองด้วย เมื่อถามว่าตอน อ.ใจลี้ภัยรู้สึกยังไง
"งงครับแล้วก็ตกใจว่า ทำไมอาจารย์ต้องหนี เรื่องที่สองเราไม่เคยได้ยินเรื่องกฎหมาย เพราะการเรียนรัฐศาสตร์ คือคนที่ไปเขียนกฎหมายอีกทีนึง ผมไม่สนกฎหมายเพราะผมเขียนใหม่ได้"
มาถึงตรงนี้ในห้องเสวนาฮือฮาขึ้นมาอีก รู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก และตาเบิกโพลงด้วยความแจ้งว่า นี่คือเหตุผลว่าทำไมพวกส้มจึงต้องการแก้รัฐธรรมนูญ
..
คุณพัทธนะทิ้งท้ายความคิดแบบที่ไม่เชื่อว่าจะมีจริง
“ผมถูกสอนให้รู้จักเดินเกมอำนาจ รู้จักใช้หมากแต่ละตัวบนกระดาน และมองหาจังหวะว่าใคร ควรทำอะไร จะเลือกใครมาเป็นขุนชูอุดมการณ์ จะตั้งใครเป็นเรือเพื่อทะลวงแนวต้านแรงๆ สร้างม้าที่คล่องแคล่วเอาไว้ผูกเครือข่าย และทำกับดักให้ฝ่ายตรงข้ามเสียท่า และจะเกณฑ์ใครบ้างให้เป็นเบี้ยที่เดินขึ้นหน้าให้ไปตายก่อนใคร นี่คืองานของผู้ที่ถูกปั้นให้เป็น Master Mind
..
"จากการแสวงหาอาจารย์ผู้สูงส่ง กลายเป็นการถูกบิดความใคร่รู้ให้กลายเป็นความทะเยอทะยาน หลงอำนาจผ่านคำพูด จากคำว่า "เพื่ออนาคตที่ดีกว่า" ที่แท้คือการเสี้ยมให้ชิงชัง และกลับมาย้อนทำลายล้างชาติของตนเอง"
..
“หากผมยังอยู่ ผมไม่ใช่เป็นพิธา แต่ผมจะเป็นคนที่คุมพิธาอีกทีนึง จะเป็นคนที่จะสมัครขึ้นเป็นประธานาธิบดี พิธาเป็นแค่หมากตัวหนึ่งเท่านั้น.... ผมสงสารน้องๆ ที่อยู่ในสามนิ้ว เรารู้ทั้งรู้อยู่ว่า พวกเขาเป็นแค่หมากในกระดาน ***หมากนะครับไม่ใช่ขุน ไม่ใช่ม้า หมากคือผู้ที่ถูกใช้แล้วทิ้ง..***
...
“หากผมยังอยู่ในเส้นทางของขบวนการนี้ คงจะหลงทำบาปทำกรรมร้ายแรงกับผู้คนมากมาย โดยไม่รู้สึกผ ิดอะไรเลย ช่างเลือดเย็นและเป็นเกมที่อำมหิตเหลือเกิน”
..
เรามีหน่วยงานความมั่นคงมากมาย แต่เหตุใดขบวนการเหล่านี้จึงเติบใหญ่
..
ปี 2551 น.ศ.คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ผู้หนึ่งได้ลงเรียนรหัสวิชา 2400104 ของคณะรัฐศาสตร์ ว่าด้วยการเมือง ปี 1 เทอม 2 น.ศ.ถูกบังคับให้อ่านหนังสือชื่อ The King Never Smiles เพื่อมาทำข้อสอบเอาคะแนน นักศึกษาด้วยกันซีร็อกซ์หนังสือแจกต่อๆ เมื่อได้อ่านเธอหน้าชาไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตนเองต้องกระโจนลงไป
..
ปี 2549 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีคำสั่ง 47/2549 เรื่อง หนังสือ The King Never Smiles ถูกห้ามเผยแพร่ในประเทศไทย อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ผู้นั้น จงใจฝ่าฝืนคำสั่ง ใช้เด็กนักศึกษาที่พ่อแม่หวังว่าจะมาเรียนให้มีอนาคต ทำผิดกฎหมาย
ความผิดนี้เป็นคดีอาญาแผ่นดิน ไม่สามารถยอมความได้
..
บรรดาอาจารย์เลือดเย็นผู้ร่วมขบวนการ ต่อไปนี้พว กคุณคงยากจะหาความสงบสุข เพราะธรรมะจะออกมาปกป้องเยาวชน อาจารย์ในนามประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต จะแจ้งความในคดีที่ยังไม่หมดอายุ
..
120 อาจารย์ที่เคยลงชื่อหนุนปฏิรูปสถาบันจาก ม.19 แห่งในไทย ซึ่งศาลวินิจฉัยแล้วว่าเป็นเจตนาล้มล้างการปกครอง เราอาจมีเรื่องได้พบกัน ทนายความคนไหนอยากทำบุญให้ชาติ ติดต่อในอินบ๊อกซ์
..
พ่อแม่ที่ส่งลูกไปเรียนมหาวิทยาลัย ไม่รู้เลยว่ากำลังส่งลูกไปอยู่ในมือของใคร กระบวนการนี้ฝังรากในมหาวิทยาลัยเชื่อมกันจนถึงปัจจุบัน อาจารย์พวกนี้หากสะกดคำว่ากตัญญูรู้คุณชาติไม่เป็น ก็มาเป็นอาจารย์ไม่ได้ พวกคุณไม่มีสิทธิ์เอาชีวิตเด็กมาเสี่ยงทำผิดกฎหมาย
..
ขอไว้อาลัยเด็ก 3 นิ้ว เบี้ยที่ถูกเขี่ยทิ้ง : ที่ติดคุก - อานนท์ นำพา ไผ่ ดาวดิน โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง ฯลฯ กลุ่มหลบหนี เพนกวิน รุ้ง ปนัสยา ไมค์ ระยอง พลอยทะลุวัง คดี ม.112 ชลธิชา ลูกเกด ไผ่ บุญรักษา บ่ายปอ บอสวัลลี ฯลฯ สำหรับไอซ์ รักชนก คำนวณชะตากรรมของตัวเองได้
..
ลูกคุณกำลังตกเป็นเหยื่อหรือไม่ ติดตามตอน 2 : จุดเปลี่ยนคุณพัทธนะ คำแนะนำจากโค้ชเยาวชน วาทกรรมปลุกปั่นของพวกส้ม ที่ถูกตีกระจุยในงานเสวนา
..
อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล
27 มกราคม 2569




















