ช่วงโควิดก็ไป work and travel ได้นะ EP.2
🇺🇸 มาต่อแล้ววว..22 ชั่วโมงที่แสนยาวนานก็ผ่านไปได้ด้วยดี(แตต่นั่งร้องไห้มาตลอดไฟล์ท งง55555) มาถึงก็..กระเป๋าอยู่ไหนนะ? ความที่โหลดกระเป๋าตั้งแต่ที่ไทย แล้วไม่ได้เห็นกระเป๋าอีกเลยเพราะเป็นการโหลดยาวไปจนถึงที่หมาย
ผมกระวนกระวายมากเพราะมาต่างประเทศครั้งแรก ภาษาอังกฤษก็ได้แค่ตามที่ซ้อมๆ มา แต่ตนเป็นที่พึ่งเห็นตนครับ เจอพี่พนักงานผมไล่ถามหมด “ดูยูโนวฮา วแคนไอเก็ทมายลัคเกจ” ผมถามแบบนี้กับทุกคนที่เจอ จนจับประเด็นได้แค่ว่า “ลาสเดสติเนชั่น” ก็วัดดวงเอา ถึงในใจจะไม่ค่อยสบายเท่าไรก็เถอะ ผมทำใจต่อเครื่องรอบสุดท้ายเพื่อมายังที่หมาย และรีบพุ่งตัวไปยังสายพานโหลดกระเป๋าของไฟล์ทที่ตัวเองนั่งมา รออยู่ครู่หนึ่ง..ในที่สุด ฮือ!!! มายลัคเกจจจ
หลังจากรับสัมภาระอันน้อยนิดขอองผมเรียบร้อยแล้ว ผมก็ตามหารถที่ทางนายจ้างเตรียมไว้ซึ่งหาไม่ยากครับ เพราะ เขามารออยู่หน้าประตูทางออก พร้อมกับชูป้ายที่มีโลโก้ที่ทำงานกำกับไว้ พอขึ้นรถมาปุ๊บ “พวงมาลัยซ้าย” เป็นอะไรที่แปลกตาสำหรับคนที่อยู่แต่ประเทศไทยแบบผมมากๆ Driver บอกผมประมาณว่า
“เวลคัมทูเดอะสเตท แอนด์แฮปปี้โฟร์ทออฟจูลาย” รู้สึกว่าเขาพูดช้าแบบคำต่อคำก็เลยพอฟังออก
“แตงค์คยูว” ขอใส่สำเนียงเพิ่มความดจร.นิดนึง ถึงไ ม่รู้ว่าไอโฟร์ทออฟจูลายนี่คืออะไรก็เถอะ 🤣
นั่งรถมาได้สักพักผมก็ถึงที่พักแล้วครับ แต่ที่แปลกคือบริเวณนั้นมันเงียบมากแบบที่ทำไมมันเหมือนช่วงสงกรานต์ที่กรุงเทพเลย ผมก็อดสงสัยไม่ได้แต่ไม่กล้าถาม ได้แต่เก็บความสงสัยนั้นเอาไว้ก่อน..กลับมาที่เรื่องที่อยู่อาศัยในอีก 3-4 เดือนต่อจากนี้ หอพักพวกนี้ส่วนใหญ่นายจ้างจะเช่าให้เด็กเวิคเพื่อใช้อาศัยอยู่ในช่วงที่มาทำงานนี่แหละครับ ก็ต้องแชร์ห้องนอนกันกับเพื่อนต่างชาติ ครัว ห้องน้ำ ห้องนั่งเล่นก็ต้องใช้ร่วมกัน
ผมมาถึงเป็นคนแรกของบ้าน และสิ่งที่ต้องการมากคือขอเน็ต, WiFi หรืออะไรก็ได้ที่เข้าโซเชียลได้ ไม่มีเน็ตมาตลอดทางผมขาดการติดต่อกับทุกคน พอเปิดดูในมือถือก็..ไม่เจอสัญญาณที่พอจะใช้ได้เลยครับ จะมีก็แต่ Hotspot ของ Allison เปิดอยู่ ซึ่งผมก็ไม่รู้หรอกว่าเขาคือใคร แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ ขอลอง “1..9” เห้ยได้เฉย สิ่งแรกที่ผมทำคือหาสิ่งที่สงสัยมาตลอดทาง นั่นก็คือ “โฟร์ทออฟจูลาย” มันคือวันชาติของสหรัฐอเมริกาครับ ตรงกับวันที่ 4 กรกฎาคมของทุกปี ซึ่งผมก็บินมาตรงกับวันชาติพอดี ก็ว่าทำไมมันเงียบจัง..
หลังจากนั้นผมตัดสินใจออกไปเดินเล่นข้างนอก และเดินไปได้ไม่นานก็ได้ยินเสียงกลุ่มวัยรุ่นพูดภาษาไทย ผมรีบตรงเข้าไปหาทันทีจากนั้นก็ได้พบกหับเพื่อนคนไทยกลุ่มแรก..สักทีนะ กว่าจะเจอคนพูดภาษาเดียวกันให้ได้ใจชื้นขึ้นมาบ้าง ผมได้คุยแลกเปลี่ยนเรื่องต่างๆ กับเพื่อนกลุ่มนี้อยู่พักใหญ่ๆ ก่อนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อนครับ
ถึงวันรุ่งขึ้นผมต้องไปเซ็นต์สัญญาจ้าง ก็มีการอบรม แจ้งสัญญาจ้าง(ซึ่งส่วนใหญ่ผมฟังไม่ค่อยออกหรอกครับ ผมนำกลับมาอ่านเองเป็นส่วนใหญ่เลย) และถ่า ยรูปทำบัตรพนักงาน ทุกอย่างเสร็จภายใน 1-2 ชั่วโมง พอมีเวลาว่างท้ายวันผมชวนเพื่อนกลุ่มที่เจอเมื่อคืน ซึ่งบางคนหยุดงานวันนี้ไปฉีด “วัคซีน” ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตในระแวกที่พัก ใช่ครับ..ที่อเมริกาตอนนั้นสามารถไปฉีดวัคซีน เพียงแค่ออกไปที่ซุปเปอร์มาเก็ตใกล้บ้าน




























