อานุภาพ อาฏานาฏิยปริตร
อาฏานาฏิยปริตร (อาฏานาฏิยสูตร) เป็นพระสูตรสำคัญในพระไตรปิฎก หมวดทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ถือเป็นพระปริตรที่มีความยาวที่สุดบทหนึ่ง และเป็นที่มาของความเชื่อเรื่อง "คาถาป้องกันอมนุษย์" ในพระพุทธศาสนาเถรวาท
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ เขาคิชฌกูฏ เมืองราชคฤห์ ในคืนหนึ่ง ท้าวจาตุมหาราชทั้งสี่ ได้แก่ ท้าวธตรฐ, ท้าววิรุฬหก, ท้าววิรูปักข์ และ ท้าวเวสสุวัณ พร้อมด้วยบริวารจำนวนมาก ได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์
เหล่าท้าวมหาราชกราบทูลว่า แม้จะมีอมนุษย์จำนวนมากที่เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า แต่ก็ยังมีอมนุษย์อีกพวกหนึ่งที่ไม่เลื่อมใส เพราะไม่พอใจที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนให้มนุษย์ละเว้นการฆ่าสัตว์ การเบียดเบียน และการบูชายัญที่เคยเป็นประโยชน์แก่พวกตน อมนุษย์บางพวกจึงอาจรบกวนภิกษุผู้ไปอยู่ป่าหรือสถานที่สงัด
ด้วยเหตุนี้ ท้าวมหาราชทั้งสี่จึงถวาย "อาฏานาฏิยรักขา" หรือบทคุ้มครองแด่พระพุทธองค์ เพื่อให้ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา ใช้สวดสาธยายเป็นเกราะป้องกัน
ชื่อ "อาฏานาฏิยะ" มาจากนครอาฏานาฏา ซึ่งเป็นราชธานีแห่งยักษ์ในอาณัติของท้าวเวสสุวัณ
เนื้อหาของพระสูตรส่วน แรกเป็นการนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตและปัจจุบัน เช่น
> วิปัสสี นาม ภควา...
สิขี นาม ภควา...
เวสสภู นาม ภควา...
กกุสันโธ...
โกนาคมโน...
กัสสโป...
โคตโม...
ความหมายโดยรวมคือ
“ขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ชอบทุกพระองค์ ผู้ทรงดับกิเลส ผู้ทรงข้ามพ้นโอฆสงสาร และทรงเป็นที่พึ่งของโลก”
จากนั้นพระสูตรจะกล่าวสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า ว่าเป็นผู้ทรงรู้แจ้งโลกทั้งปวง ทรงมีพระมหากรุณา ทรงชี้ทางพ้นทุกข์แก่เทวดา มนุษย์ และสรรพสัตว์
ต่อมาจะเป็นส่วนที่กล่าวถึงเหล่ายักษ์ เทวดา คนธรรพ์ นาค และอมนุษย์ในภูมิต่าง ๆ พร้อมทั้งเอ่ยนามของผู้นำสำคัญจำนวนมาก
สาระสำคั ญไม่ได้อยู่ที่การเรียกรายชื่อเหล่านั้น แต่อยู่ที่การประกาศว่า
“ผู้ใดเป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ใดตั้งอยู่ในพระรัตนตรัย ผู้นั้นอยู่ในความคุ้มครองแห่งธรรม”
ในเนื้อหาช่วงสำคัญ ท้าวมหาราชประกาศต่อเหล่าอมนุษย์ว่า
หากมีอมนุษย์ตนใดคิดเบียดเบียนภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก หรืออุบาสิกาที่สวดอาฏานาฏิยปริตร อมนุษย์ตนนั้นย่อมถูกตำหนิ ไม่ได้รับการคุ้มครองจากเหล่ามหาราช และเสมือนเป็นผู้กระทำผิดกฎแห่งเทวโลก
อรรถกถาอธิบายว่า พระสูตรนี้มิใช่การขับไล่ผีด้วยอำนาจเวทมนตร์ แต่เป็นเสมือนหนังสือรับรองจากจาตุมหาราช ผู้เป็นใหญ่ในหมู่อมนุษย์ทั้งหลาย
เปรียบเหมือนผู้เดินทางถือพระราชสาส์นของพระราชา เมื่อผ่านหัวเมืองต่าง ๆ ผู้คนย่อมไม่กล้ารังแก
ในทางธรรมที่ลึกกว่านั้น อาฏานาฏิยปริตรสอนให้เห็นว่า แม้อมนุษย์ เทวดา หรือพรหม ก็ยังอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม ไม่มีผู้ใดมีอำนาจเหนือธรรม
สิ่งที่คุ้มครองผู้ปฏิบัติได้จริง จึงไม่ใช่ถ้อยคำในคาถาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นศีล สมาธิ และศรัทธาที่อยู่เบื้องหลังการสวด
หากคนหนึ่งสวดด้วยความตั้งมั่นในพระรัตนตรัย จิตจะเกิดความกล้าหาญ ไม่หวาดกลัว เมื่อความกลัวลดลง อุปาทานและภาพหลอนต่าง ๆ ก็ลดกำลังลงด้วย
ครูบาอาจารย์หลายท่านจึงกล่าวว่า อานุภาพที่แท้จริงของอาฏานาฏิยปริตร คือการทำให้จิตกลับมาตั้งมั่นอยู่ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จนความหวาดหวั่นไม่อาจครอบงำได้
ในคติของชาวพุทธไทยจึงนิยมสวดอาฏานาฏิยปริตรเมื่ออยู่ในสถานที่เปลี่ยว เมื่อมีเหตุการณ์ไม่สงบ หรือเมื่อ รู้สึกว่ามีสิ่งลี้ลับรบกวน โดยเชื่อว่าเป็นการอาราธนาคุณพระพุทธเจ้าและเทวโลกฝ่ายธรรมให้คุ้มครอง
ท้ายที่สุด พระพุทธองค์ทรงรับรองอาฏานาฏิยรักขานี้ และทรงอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายสวดสาธยายได้ ด้วยเหตุนี้จึงกลายเป็นพระปริตรสำคัญที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
ขออานุภาพแห่งพระอาฏานาฏิยปริตร อันประกอบด้วยพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ และความคุ้มครองแห่งท้าวจาตุมหาราชทั้งสี่ จงเป็นเหตุให้ผู้สวดและผู้ฟังปราศจากความหวาดกลัว ปลอดจากอุปัทวันตรายทั้งปวง ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น มีกำลังกาย กำลังใจ และกำลังปัญญา เจริญในธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่ออยู่ในที่เปลี่ยวก็มีสติ เมื่ออยู่ในที่มืดก็มีแสงแห่งปัญญา เมื่อประสบทุกข์ก็มีธรรมเป็นที่พึ่ง และด้วยอานุภาพแห่งพระปริตรนี้ ขอให้ความ ไม่เป็นมงคลทั้งหลายเสื่อมสูญไป ดุจความมืดสลายเมื่อพระอาทิตย์อุทัย ขอความสวัสดีมีชัยจงบังเกิดแก่ท่านทุกประการ เทอญ.
































