Flea to Flea "LineMan VS Grab" Who's cooler? # Marketing Addicted Life # TikTokUni # bizthailand
Punch to Punch "LineMan VS Grab" Who's cooler?# Life is addicted to marketing # Tikka Uni # bizthailand # LineMan # Grab
ถ้าถามว่า Line Man vs Grab อันไหน “ดีกว่า” จริงๆ เราว่าคำตอบขึ้นอยู่กับ 2 อย่าง: (1) คุณใช้เพื่อ “เรียกรถ” หรือ “สั่งอาหาร” (2) คุณอยู่โซนไหน/ช่วงเวลาไหน เพราะความไวและจำนวนไรเดอร์มีผลมากกว่าที่คิด ฝั่ง “เรียกรถ” เรามักดู 3 จุดก่อนกดจอง: เวลาไปรับ, ราคา ณ ตอนนั้น, และความเสถียรของแอป/การหาคนขับ หากเป็นช่วงเร่งด่วนหรือฝนตก เราจะเปิดเทียบทั้ง Line Man และ Grab แล้วดู ETA + ราคาไปพร้อมกัน บางวัน Grab หาได้เร็วกว่า (ฐานผู้ใช้/คนขับเยอะในบางพื้นที่) แต่บางวัน Line Man เด้งรับไวกว่า โดยเฉพาะโซนที่ไรเดอร์หนาแน่น เคล็ดลับของเราคือ “กดเลือกจุดรับ-ส่งให้เป๊ะ” และลองขยับจุดรับเล็กน้อย (เช่น หน้าอาคาร/ป้ายรถเมล์) จะช่วยให้ระบบจับคู่ได้เร็วขึ้น ฝั่ง “สั่งอาหาร” สิ่งที่เราดูเป็นอันดับแรกไม่ใช่แค่ค่าส่ง แต่คือ “โปร/ส่วนลด” และ “ค่าบริการแฝง” (เช่นค่าดำเนินการ/ค่าจัดส่งขั้นต่ำ) เพราะทำให้ยอดสุทธิท้ายบิลต่างกันมาก เวลาเทียบ lineman กับ grab food อันไหนดีกว่ากัน เราแนะนำให้ใส่ตะกร้าเหมือนกัน 1 ร้าน แล้วไปถึงหน้าสรุปก่อนจ่ายทั้งสองแอป จะเห็นเลยว่าใครคุ้มกว่าในออเดอร์นั้นๆ อีกมุมที่คนทำร้านอาหารสนใจคือ GP (ค่าคอมมิชชั่น) ซึ่งในอินโฟที่หลายคนแชร์กันมักเห็นตัวเลขราวๆ 30% ทั้งสองเจ้า (อาจเปลี่ยนตามแพ็กเกจ/ดีล/หมวด) ดังนั้นถ้าคุณเป็นร้านค้า ให้ถามเงื่อนไขให้ชัด: GP เท่าไหร่, มีค่าแรกเข้าไหม, ค่าโฆษณาในแอปคิดเพิ่มหรือไม่ และถ้าเข้าร่วมโครงการอย่าง “ไทยช่วยไทยพลัส” อัตรา GP ในโครงการเป็นเท่าไหร่ เพราะบางช่วงจะลดลง (เช่นมีคนพูดถึง 15% vs 9% ในบางแคมเปญ) ทำให้กำไรต่อจานต่างกันชัดเจน ด้าน “ความพร้อมของระบบ” ร้านที่จริงจังเรื่องหน้าร้านอาจให้ความสำคัญกับระบบ POS (เชื่อมออเดอร์เข้าเครื่องคิดเงิน) รวมถึงบริการเสริมอื่นๆ บางแพลตฟอร์มมีบริการแนว tele pharmacy หรือโซลูชันการเงิน/สินเชื่อให้ร้านค้า ซึ่งช่วยเรื่องสภาพคล่องได้ ถ้าคุณเป็นคนใช้ทั่วไปอาจไม่รู้สึก แต่ถ้าคุณเป็นเจ้าของร้าน สิ่งพวกนี้คือความต่างที่ทำให้เลือกแพลตฟอร์มหลักได้เลย สรุปแบบใช้งานจริง: ถ้าคุณเน้น “ไวในชั่วโมงพีค” ให้เลือกแอปที่โซนคุณหาไรเดอร์/คนขับได้สม่ำเสมอที่สุด แต่ถ้าเน้น “คุ้ม” ให้เทียบยอดสุทธิจากโปรทุกครั้ง และสำหรับร้านค้า ให้ดู GP + เงื่อนไขแคมเปญ + เครื่องมืออย่าง POS ก่อนตัดสินใจว่าใครเหมาะเป็นช่องทางหลักของคุณ
























































