โหราศาสตร์ Kabbalah ยืนยัน โลกคือจุดศูนย์กลางของจักรวาล
จากนามธรรมสูงสุดสู่รูปธรรมที่ปรากฏ
ต้นไม้แห่งชีวิตแสดงให้เห็นถึง
หลักการของ เหตุ และ ผล
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นบนมิติโลกทางกายภาพ
ย่อมเป็นผลจากเหตุที่เกิดขึ้น
ในโลกทางด้านมิติทางพลังงานเสมอๆ
จากเซฟิโรธทั้ง 10
มัลคุธ คือโลกทางวัตถุ
เป็นตัวแทนของดาวโลกที่เราอาศัยอยู่
ซึ่งแบกรับกระแสพลังงานของจักรวาล
คือดาวเคราะห์ทั้ง 9 ของเซฟิโรธทั้ง 9
พลังงานที่สั่นสะเทือนจากดาวเคราะห์ทั้ง 9
ย่อมส่งผลถึงโลกเสมอ ดังนั้น
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกจึงสามารถ
คำนวนออกมาได้ด้วยหลักการทางโหราศาสตร์
โดนใช้ดวงดาวทั้ง 9 ในการคำนวนออกมา
ร่วมกับวันเดือนปีและเวลาตกฝากของสิ่งนั้นๆ
เป็นดวงชะตาของสิ่งที่อยู่บนโลกนี้ได้อย่างแน่นอน
ศาสตร์คับบาลาห์ ได้เสนอว่า
เซฟิโรธทั้ง 10 ก็คือดวงดาวทั้ง 10 ดวง
ในระบบสุริยะจักรวาลนี้
โดยมีโลกเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล
และมีดาวอาทิตย์คล้อยตามโลก
และดาวทั้ง 8 คล้อยตามดวงอาทิตย์
และทำมุมหักเหของพลังงาน
ส่งมาปรากฏเป็นรูปธรรมเหตุการณ์ต่างๆบนโลก
โดยแต่ละเซฟิโรธถูกกำหนดให้มีสีต่างๆ
ตามพลังของตัวเองตามแนวคิดของคนโบราณ
รวมถึง ตำแหน่งของดาวเคราะห์ทั้ง 9 ที่
โคจรรอบโลกด้วย
แต่เหนื่องจากโลกมีขนาดที่เล็ก
จึงทำให้ผู้คนมองเห็นไปว่าดาวดวงอื่นรวมทั้งโลก
คล้อยตามดาวอาทิตย์
แต่ที่จริงแล้วดาวอาทิตย์ไม่เคยหลุด
ไปจากวงโคจรของโลกเลย
เช่นเดียวกับที่ดาวเคราะห์ทั้งหมด
ดวงอื่นๆอีก 8 ดวง ที่คล้อยตามโลกด้วย
ทำให้โลกเป็นศูนย์กลางของระบบอย่างแท้จริง
ในมิติทางพลังงาน
แต่ในมิติทางกายภาพ
ที่สังเกตุด้วยการมองของมนุษย์ทั่วๆไปนั้น
อาจมองเห็นดวงอาทิตย์
เป็นจุดศูนย์กลางแทนโลก
และเห็นดาวพลูโตอยู่ไกลสุดชายขอบ
เพราะทั้งสองดวงนี้เป็นดาวพิเศษ
ที่ทำมุมตรงกับโลก จึงทำให้มนุษย์
อาจเกิดมุมมองที่ไม่ปกติกับดาวทั้งสองดวงนี้ได้
ดังที่นักดาร าศาสตร์ปัจจุบันเข้าใจไปว่า
ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบ
และดาวพลูโตควรถูกตัดออกนอกระบบ
ไม่ต้องนับเข้าพวกแล้ว
แต่ในทางโหราศาสตร์ก็ยังคงใช้
โลกเป็นจุดศูนย์กลางของผังดวงชะตาอยู่ดี
และยังคงนับดาวพลูโตอยู่เช่นเดิม
ตามแบบแผนภาพต้นไม้แห่งชีวิต
อย่างนักปราชญ์โบราณบันทึกเอาไว้










