Automatically translated.View original post

🙍🏻‍♀️I feel like I have a knot because I'm often teased by my friends!

I like to be teased by my friends as Ai Tao 🐢 because I do something slow, but I actually think that I am not that slow, just think about it many times, plus I am a person to give up my friends and many times the turtle will become my name. I am not sure how my friends look at me. Sometimes I feel that they do not think anything, just pretend. Sometimes I feel a little bully until I feel a knot that my friends will not like me. 🥺

# My own life review # Student life review # College life review # lemon 8 diary # Student story

2025/11/22 Edited to

... Read moreบางทีคำว่า “โดนล้อ” มันเริ่มจากแซวเล่นจริงๆ แต่พอถูกพูดซ้ำๆ จนกลายเป็น “ชื่อใหม่” ของเรา มันจะค่อยๆ กัดความมั่นใจแบบไม่รู้ตัวเลย สำหรับเรา คำถามแรกที่ต้องตอบคือ “โดนล้อคืออะไร?” ในมุมคนโดน มันคือการถูกหยอก/แซวเรื่องหนึ่งซ้ำๆ (นิสัย รูปร่าง ความช้า ความเงียบ ฯลฯ) จนเรารู้สึกอึดอัดหรืออาย แม้คนพูดจะบอกว่า “ล้อเล่น” ก็ตาม ถ้าเรารู้สึกไม่โอเค นั่นแปลว่ามันเกินเส้นของเราแล้ว สิ่งที่ทำให้เริ่มกลายเป็นบูลลี่/เหยียดแบบเนียนๆ (ที่เรามักรู้สึกเป็น “ปมในใจ”) จะมีสัญญาณประมาณนี้ 1) ล้อซ้ำๆ ต่อหน้าคนอื่นเพื่อให้คนขำ 2) เราบอกหยุดหรือแสดงสีหน้าไม่โอเคแล้ว แต่ยังทำต่อ 3) ล้อด้วยคำที่ติดป้ายเรา เช่น “ไอเต่า” “คนช้า” จนลดคุณค่า 4) พอเราโต้กลับ กลับหาว่าเรา “คิดมาก” วิธีรับมือที่เราเคยลองแล้วเวิร์ก คือ “พูดสั้น ชัด ไม่ต้องอธิบายเยอะ” เช่น - “ขอไม่ให้เรียกแบบนั้นได้ไหม เราไม่ชอบจริงๆ” - “แซวได้ แต่คำนี้ขอไม่เอานะ” - “ถ้าจะเรียกชื่อเล่น ช่วยเรียกชื่ออื่นที่เรายอมรับได้ไหม” พูดด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ และมองตา จะช่วยให้เขารู้ว่าเราเอาจริง ถ้าอีกฝ่ายยัง “ชอบล้อ” แบบเดิม ลองเพิ่มขอบเขตด้วยการทำให้เห็นผลลัพธ์ เช่น “ถ้ายังเรียกแบบนั้น เราขอไม่คุยต่อ/ขอแยกไปนั่งก่อนนะ” อันนี้ไม่ใช่การงอน แต่เป็นการปกป้องตัวเอง อีกเรื่องที่อยากแชร์ เพราะหลายคนชอบเอาไปทำเป็น “มีมโดนล้อ” คือ ต่อให้คนอื่นมองว่าตลก แต่ความรู้สึกคนโดนไม่ตลกเสมอไป เราเคยคิดว่าเราต้องหัวเราะตามเพื่อไม่ให้เสียบรรยากาศ สุดท้ายกลับเหนื่อยและระแวงว่าเพื่อนจะไม่ชอบเรา สุดท้าย ถ้าคำล้อทำให้เราคิดวนๆ จนหนักใจมาก ลองคุยกับเพื่อนที่ไว้ใจ อาจารย์ที่ปรึกษา หรือคนในครอบครัวก็ได้ แค่มีคนยืนยันว่า “ความรู้สึกเราสำคัญ” ปมในใจก็จะเบาลงเยอะเลย เราไม่ได้ผิดที่อ่อนไหว แค่เราเริ่มรู้จักขอบเขตของตัวเอง และกล้าปกป้องมัน