Automatically translated.View original post

The land is about 27 square meters wide, and it makes a four-room hotel, almost 5,000 baht a night.

The land is about 27 square meters wide, and it makes a four-room hotel nearly 5,000 baht a night, and the room is full. How do they arrange the space?

This is "In Tanao 1969," a narrow building in the area of Ratconin Island, which can be built no more than 16 meters high, above which is a hotel, and the ground floor has a cafe called almost every square inch of space.

My favorite point is that he took the space under the stairs to make a coffee counter and made a glass staircase to bring natural light into the shop, and cut the space and use glass at different points. This narrow building doesn't feel uncomfortable.

Who has a narrow piece of land or is thinking about how to make good use of a small space? Look at the idea from this building.

Most "at the 1969"?

# Natpocketdev # Redev

# At that time 1969 # Assortment # Design a small space

8/16 Edited to

... Read moreถ้าใครเสิร์ช “ณ ตะนาว 1969” แล้วสงสัยเหมือนกันว่าตึกหน้าแคบขนาดไม่ถึง 5 เมตร ทำไมถึงทำเป็นโรงแรมได้ แถมมีคาเฟ่ด้านล่างด้วย—อันนี้คือสิ่งที่ผมสังเกตจากการไปดู/หาข้อมูลเพิ่มเติม แล้วรู้สึกว่าเป็นไอเดียที่คนมีที่ดินหน้าแคบน่าหยิบไปใช้ได้จริง 1) แก้ความแคบด้วย “แสงธรรมชาติ + กระจก” จุดที่ทำให้ตึกแบบนี้ไม่อึดอัดคือการดึงแสงให้เข้ามาให้ลึกที่สุด เท่าที่เห็นเขาใช้กระจกหลายตำแหน่งและมีดีเทลอย่าง “ลูกตั้งบันไดเป็นกระจก” ทำให้ช่วงบันไดไม่ทึบ แถมช่วยให้พื้นที่ชั้นล่างอย่างคาเฟ่ดูโปร่งขึ้น เวลายืนในร้านเลยไม่รู้สึกว่ากำแพงบีบเข้าหาเรา 2) ใช้พื้นที่ใต้บันไดให้คุ้มสุด ๆ คาเฟ่ชั้นล่างเป็นตัวอย่างชัดว่า พื้นที่ใต้บันไดไม่จำเป็นต้องเป็นมุมอับ เขาเอามาทำเป็นเคาน์เตอร์กาแฟ/จุดบริการได้จริง ทำให้พื้นที่หลักของร้านไม่ต้องเสียไปกับหลังบ้านเยอะ ใครทำร้านหรือโฮสเทลเล็ก ๆ ลองคิดแบบนี้ จะได้พื้นที่ใช้งานเพิ่มทันทีโดยไม่ต้องขยายอาคาร 3) วางฟังก์ชันตาม “แนวตั้ง” แทน “แนวนอน” ด้วยข้อจำกัดหน้ากว้างประมาณ 3.83–4 เมตร การพัฒนาพื้นที่แนวตั้งจึงสำคัญมาก โดยเฉพาะในโซนเกาะรัตนโกสินทร์ที่ความสูงอาคารมีเพดาน (ประมาณไม่เกิน 16 เมตร) การแบ่งชั้นให้ชัด—ชั้นล่างเป็นคาเฟ่ ชั้นบนเป็นห้องพัก—ทำให้แต่ละชั้นมีหน้าที่ของตัวเอง ไม่ตีกัน และบริหารทางสัญจร (บันได/โถง) ให้สั้นที่สุด 4) ทำให้ “ทางเดินแคบ” รู้สึกกว้างขึ้นด้วยมุมมอง อีกเทคนิคที่ช่วยคือการ “ตัดเว้า” บางส่วนหรือเปิดช่องมอง (เช่น ตำแหน่งกระจก/ช่องแสง) เพื่อหลอกสายตาให้มีระยะลึกมากขึ้น เวลาเดินเข้าตึกจะไม่รู้สึกเหมือนเดินในอุโมงค์แคบ ๆ ตลอดทาง 5) ไอเดียสำหรับคนมีที่ดินหน้าแคบ (นำไปปรับใช้ได้) - จัดโซนที่ต้องการความโปร่ง (หน้าร้าน/ล็อบบี้เล็ก ๆ) ไว้ด้านหน้าที่รับแสงได้ดีที่สุด - รวมงานระบบ/พื้นที่เก็บของไว้เป็น “ก้อนเดียว” ลดการกินพื้นที่กระจาย - เฟอร์นิเจอร์บิวท์อินและบานเลื่อนช่วยประหยัดพื้นที่เปิดปิด - ถ้าจะทำเป็นที่พัก ควรให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวและเสียง (ผนัง/ประตู/ซีล) เพราะอาคารแคบมักได้ยินกันง่าย ส่วนตัวผมชอบตรงที่เขาใช้ข้อจำกัดของที่ดินแคบให้กลายเป็นคาแรกเตอร์ของอาคารเลย ใครไป “ณ ตะนาว 1969” แล้วชอบดีเทลไหนที่สุด—เคาน์เตอร์ใต้บันได หรือจังหวะกระจก/แสง—มาแชร์กันได้ครับ