🥰✅เราต้องละทางโลก...ถ้าเราจะเอาดีทางธรรม

พระโสดาบันเค้าจะพิจารณาเห็นกายในกายนี้ไม่ใช่เราไม่ใช่เขา ไม่ใช่อย่างไร..เพราะว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันมีความเสื่อม แก่ เจ็บ ตายไปเหล่านี้..จึงไม่ใช่เรา ถ้าใช่เรา..เราจะห้ามความเจ็บ ความแก่ ความตายเหล่านี้ได้..จึงว่าเป็นเราได้นั่นเอง นั้นพระโสดาบันจึงเห็นข้อนี้..เห็นโทษในวัฏฏะตรงนี้อยู่ทุกขณะ

พอจะเกิดความหลงความเพลินขึ้นมา..อารมณ์ตรงกรรมฐานวิปัสสนาตรงนี้ มันจะขึ้นมาตัดอารมณ์เหล่านั้น ไม่ให้หลงให้เพลิน แล้วเมื่อเกิดทุกข์..ก็ไม่ยึดในทุกข์ อารมณ์พระโสดาบันจิตของพระโสดาบันเค้าจะไม่ติดอยู่ในทุกข์ เค้าก็จะละทุกข์ด้วยปัญญาที่เห็นว่าทุกข์เหล่านี้กายเหล่านี้ที่มันเกิดขึ้น..เพราะจิตไปยึดมั่น

แล้วเอาจิตเมื่อไม่ยึดมั่นเพื่อจะให้ละจากทุกข์เหล่านี้..ทำยังไง จิตเค้าจะถอนจากอุปาทานจากอารมณ์เหล่านั้น แล้วกลับไปอยู่ที่ฐานของจิต มาอยู่ที่ลมหายใจ มาอยู่ที่องค์ภาวนา..นั่นแหละ แล้วเมื่อมาอยู่กับที่องค์ภาวนา มาอยู่ที่ฐาน มาอยู่ที่ลมของจิต อยู่ในกายของกายแล้ว..ก็จะเป็นผู้เห็นอารมณ์ เมื่อเห็นอารมณ์นั้นสักแต่ว่าอารมณ์ที่เกิดขึ้น..ก็ไม่ใช่อารมณ์ของเรา เมื่อนั้นอารมณ์นั้นก็ดับไป

เพราะว่าปฐมฌานของพระโสดาบัน..เค้าจะได้ปฐมฌาน ฌานที่ไม่มีความว่าเสื่อมแล้วนั่นเอง ละการพยาบาทเบียดเบียนได้ สิ่งที่เกิดเวทนา..เกิดจากการที่เราไปยึดมั่นในกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาทั้งหลาย ในความอยากมี อยากเป็น อยากได้ ในจิตที่หาความสงบยังไม่ได้นั่นเอง

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว..เวทนามันจะระงับได้ยากนั่นเอง เมื่อไปยึดในสิ่งใด..จิตก็จะไปแบกหามยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้น เมื่อรู้ทุกข์ในสิ่งนั้นเป็นเหตุ..ก็วางระงับสมุทัยนั้นเสียได้ ผลก็เป็นนิโรธ เพราะด้วยการเจริญมรรค..ศีลสมาธิปัญญาอยู่บ่อยๆเนืองๆอย่างนี้เอง

ศีลเกิดจากอะไร..การอบรมบ่มจิต สมาธิ..คือการภาวนาทำใจให้ตั้งมั่น ปัญญา..คือการใคร่ครวญรอบรู้ในกองสังขารในกองทุกข์ นั่นเรียกการตัดละสังโยชน์ หรือละสักกายทิฏฐินั่นเอง พึงเพียรทำเท่านี้ในปฐมฌานอยู่บ่อยๆ ละวิตกวิจาร มีปีติ มีสุขเหล่านี้ ทำให้เกิดขึ้นบ่อยๆ ละความพยาบาทเบียดเบียน เมื่อทำอย่างนี้ได้แล้ว..จิตก็จะเข้าสู่พรหมวิหารโดยธรรมชาติของมัน นี่แหละเค้าเรียกว่าอริยสัจ

คือต้องเห็นความเป็นจริงว่าเราในขณะนี้เรามีความแก่มั้ย มีความเสื่อมหรือเปล่า แล้วมีความตายเป็นเบื้องหน้ามั้ย พิจารณาอย่างนี้ ส่วนมากไม่ค่อยได้พิจารณาอย่างนี้ ไปพิจารณาเรื่องของคนอื่น เพราะนั่นเรียกส่งจิตออกนอก

ถ้าเรามีธรรมเป็นเครื่องอยู่ เราจะรู้เท่าทันในอารมณ์ของจิต พอจิตส่งไปก็รู้จิตออกไป พอจิตมันคิดก็รู้จิตมันคิด จิตเป็นอกุศลจิตก็รู้ ให้มีสติ สติมีมากเท่าไหร่ยิ่งดี..คือรู้เท่าทันอารมณ์ของจิต รู้เท่าทันอารมณ์..นี่เรียกว่าจิตที่เห็นจิต เป็นมรรค เป็นศีลสมาธิในตัว ถ้าจิตเราพลั้งเผลอ ความโกรธนี้ห้ามไม่ได้ ความโลภก็ห้ามไม่ได้ ความหลงความอยากในตัณหาก็ห้ามไม่ได้..แต่เรารู้ได้

เมื่อเรารู้มันได้ เราจะรู้ได้อย่างไร รู้..หนึ่งด้วยการเจริญสติ ด้วยการเจริญภาวนา ด้วยการอบรมบ่มจิตให้มันแก่กล้าแววไว แก่กล้าคือตบะ คือมีการข่มอารมณ์ได้ แววไวนั่นแหละเค้าเรียกว่าฌานวิถี เราต้องมีสมาธิ พอมีสมาธิมันก็เป็นฌาน ฌานทั้งหลายทั้งหมดนั่นแหละเรียกว่าสมาธิทั้งหมด การเพ่งอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งให้เป็นอารมณ์เดียว..นั่นเรียกว่าฌาน การภาวนาก็เป็นฌาน..

แต่ถามว่ามันตั้งมั่นเป็นอารมณ์เดียวมั้ย ถ้ายังไม่ตั้งมั่นเป็นอารมณ์เดียว..มันยังไม่ถึงฌาน มันแค่เฉียดฌาน มันยังไม่เข้าถึงสมาธิ แสดงว่าเมื่อยังไม่เข้าถึงสมาธิน่ะมันเป็นอะไร..มันเป็นมิจฉาสมาธิอยู่ มันยังว่าไม่เข้าถึงสัมมาสมาธิ เมื่อไม่เข้าถึงสัมมาสมาธิ..มันยังเป็นมิจฉาสมาธิอยู่ จิตมันยังฟุ้งอยู่ เรียกว่าจิตยังส่งออกไปภายนอก จิตยังไม่มีหลัก เพราะเรายังมีเจ้ากรรมนายเวร..คืออารมณ์จิตยังฟุ้งซ่านอยู่

แสดงว่าเรานั้นไปล่วงในศีลนั่นเอง บุคคลแม้ไปล่วงในศีล..แม้ข้อใดข้อหนึ่งในศีล ๕ จะเจริญกรรมฐานก็เจริญขึ้นยาก เข้าใจหรือเปล่า ดังนั้นแล้วคำว่าล่วงในศีล..นี่สำคัญนัก เค้าเรียกว่าล่วงไปในศีลล่วงไปในวินัยแล้ว..สิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติ

พุทธบริษัท..พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติไว้ในศีล ๕ แต่เมื่อเราไปล่วงมานั่นเรียกว่าเรายังติดกรรมอยู่ เมื่อเรายังติดกรรมอยู่ เหมือนนักบวชที่จะมาบวช ถ้ายังติดโทษในกรรมอยู่ ถ้าเค้ารู้ก็ต้องสึกออกไป ถ้ามีหนี้มีสินเค้ารู้..ก็ต้องสึกออกไปอีก นี่เพราะว่าอะไร..มันยังเป็นมลทิน จิตมันยังไม่เข้าถึงจิตเรียกว่าจิตยังไม่บริสุทธิ์

แต่กระนั้นเราเป็นฆราวาสวิสัยนี้..มันไม่ต้องไปปลงอาบัติ ไม่ต้องมีอาบัติให้บกพร่อง ให้เรามีความสำนึกอย่างนี้ เพราะเราจะถือความละอายความสำนึก เมื่อเรามีความสำนึกมีความละอาย..อยากจะประพฤติอยากจะปฏิบัติตนให้เป็นคนดี นั่นแหละความสำนึกมันก็บังเกิดขึ้น

ก็สำนึกลงไป ละอารมณ์นั้นลงไป..นั่นแหละเรียกว่ากรรมฐาน คือการงานของจิต ถ้าเราไม่รู้ว่าเรามาประพฤติปฏิบัติทำไม ศีลมันมีประโยชน์อย่างไร แล้วอะไรที่เราไปล่วงในศีล ล่วงในศีลคือจิตที่เราไปล่วง..จิตที่มันติดอยู่ในอารมณ์อยู่ อารมณ์อะไรบ้าง..อารมณ์แห่งความพอใจ ความไม่พอใจ ความโลภ ความโกรธ ความหลง นั่นแหละเรียกว่าจิตเราไปข้องอยู่

จิตที่ยังไปข้องอยู่นี่เรียกว่านิวรณ์ เรียกว่าอวิชชานั่นเอง เมื่อเรายังมีอวิชชามันยังครอบงำจิตอยู่ ถ้ามันยังครอบงำจิตอยู่..วิชชาไหนๆก็เข้าไปไม่ได้ เค้าเรียกว่าถูกคำสาปอยู่ บุคคลใดจะถอนคำสาปได้..ต้องตั้งบทบริกรรมภาวนาจิตออกมา เหมือนเราถูกศัตรูนั้นรายล้อม เราต้องฝ่าด่านแหกมันออกมา

แล้วใครจะฝ่าด่านได้..ต้องตัวเราก่อน ระลึกถึงคุณพระพุทธก่อน ระลึกถึงคุณพระธรรม ระลึกคุณพระสงฆ์ อธิษฐานบุญกุศลบารมีลงไปว่า..บัดนี้ข้าพเจ้าขอรับการเจริญอุกาสะ อุกาสะนี้ รับศีลทานภาวนาต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อพระสัมมาโพธิญาณ เอามาเป็นอารมณ์ เอาพระพาย..พระพายคือลมมาเป็นอารมณ์ เอาบทบริกรรมระลึกถึงพุทโธมากำกับบริกรรมไว้ เหมือนเราห้อยพระให้มีความอุ่นใจไว้ นั่นแหละเราถึงจะฝ่าด่านอารมณ์เหล่านี้ออกมาได้..คือนิวรณ์

นิวรณ์นี้คือศัตรูของสมาธิ แล้วคนจะมีศัตรูในสมาธิเข้าถึงพรหมจรรย์..มันต้องมีจิตที่พ้นจากศัตรูในพรหมจรรย์ คืออะไร..ก็คือรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์ กามคุณอารมณ์ทั้งหลาย..นั่นแหละต้องละ เพื่อจะฟอกจิต ฟอกขันธ์ ฟอกธาตุให้บริสุทธิ์ พูดง่ายๆว่าเราต้องละจากทางโลก..ถ้าเราจะเอาดีทางธรรม แต่เราไม่ได้ทิ้งโลก เข้าใจหรือเปล่า

พอเรามีภูมิธรรมมากๆแล้วเราจะเข้าใจโลก เราก็จะไม่ติดโลก เช่นเมื่อเราประพฤติปฏิบัติธรรมมากๆเข้าแล้ว เท่าทันอารมณ์จิตที่มันหยาบๆ เท่าทันอารมณ์ในความโลภ โกรธ ความหลง เมื่อในทางโลก..ใครโกรธเราเกลียดเรา อาฆาตพยาบาทเรา..เป็นยังไงตอนนี้

ถ้าเรามีภูมิธรรมแล้วเราจะเข้าใจบุคคลนี้มากยิ่งขึ้น คือมีเมตตามาก จิตเราจะมีอภัยทานมาก เข้าใจหรือเปล่าจ๊ะ นี่มันเป็นอย่างนี้ ว่าถ้าเค้านั้นไม่ได้ประพฤติปฏิบัติไม่มีภูมิธรรมแล้ว เค้าย่อมตกอยู่ในทุกข์ ลำพังที่เค้าเป็นอย่างนั้นก็มีทุกข์มากอยู่แล้ว ใช่หรือเปล่า เราควรเมตตาเค้า อย่าไปซ้ำเติมเค้า ต้องปล่อยเค้า ให้อภัยเค้า..

นั่นแหละ..และหนึ่งในนั้นคือการได้ชดใช้ เพราะเวรต่อเวรย่อมจองเวรกัน พยาบาทกันเป็นของธรรมดา แต่เมื่อเรานั้นเข้าใจในภูมิธรรมแล้ว เข้าถึงเมตตา กรุณา และมุทิตาแล้ว อุเบกขาเราก็จะวางเฉยต่ออารมณ์นั้นได้ วางเฉยต่ออารมณ์ความโลภ ความโกรธ ความหลง ไม่ถือสา..นั่นเรียกการละอัตตาตัวตน ก็เป็นการตัดวิบากกรรม..คือตัดที่ใจ อย่างนี้

กรรมมันก็จะเบาบางลง..เบาบางลง จนเราพ้นจากกรรมเหล่านั้น คือใครจะมาคิดว่าร้าย กล่าวร้าย ติเตียนเรา..เราจะวางเฉยต่อสิ่งเหล่านั้นได้ แล้วกรรมเหล่านั้นมันไปที่ใครถ้าอย่างนั้น..ผู้พูด ผู้กล่าว ผู้เพ่งโทษ..ย่อมได้รับโทษนั้นเอง เข้าใจหรือเปล่า เราไม่ต้องไปสาปแช่งเค้า เค้าก็ต้องรับวิบากกรรมอยู่แล้ว..อย่างนี้

นี่แหละการที่เรานั้นมีภูมิธรรมแล้ว เราจะอยู่กับโลกได้มากยิ่งขึ้น เข้าใจโลกมากยิ่งขึ้น แล้วเราจะไม่ติดโลก แล้วเราก็ไม่ติดกรรม เพราะที่เราติดกรรมติดโลก เพราะอะไร..เพราะเราไปยึดในคำสรรเสริญนินทาว่าร้าย ในมารทั้ง ๘ นี้ เราจึงทำให้เรามีความเสื่อม หรือสมาธิเราจึงไม่ทรงตัว

แต่เป็นของธรรมดา..เมื่อเรายังไม่เข้าถึงอริยมรรคอริยผล ก็อารมณ์เหล่านี้แล..คนใกล้ตัวก็ดี มันจะคอยฝึกเรา เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายไม่ได้อยู่ไกลตัวเรา ถ้าอยู่ไกลตัวเราไม่เรียกว่าเจ้ากรรมนายเวร เข้าใจหรือเปล่า เจ้ากรรมนายเวรมันมาหลายรูปแบบ เป็นลูกบ้าง เป็นบริวารบ้าง สัตว์เลี้ยงบ้าง..

สิ่งใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเรา อยู่ในชีวิตประจำวัน..นั่นแหละต้องมีบุพกรรมทางใดทางหนึ่ง เกี่ยวข้องกับเรา มันเหมือนอุปมาเหมือนว่าลิ้นกับฟันที่มันกระทบกันอยู่ตลอดเวลา เข้าใจหรือเปล่า ถ้าจิตเรามีความสำรวมระวัง มีเมตตา เราเข้าใจแล้ว..เราก็ปล่อยวางได้

ดังนั้นแล้วให้ลองพิจารณาดูสิ่งนี้ คำว่าอริยสัจนี้มันเป็นอย่างไร มันเป็นที่มาของกำพืดของสัตว์แต่ละบุคคล แต่ละวาสนาแห่งการเกิด เหมือน ๑๒ นักษัตรนั่นแล เราเกิดมาสัตว์ชนิดใด..นิสัยวาสนาก็ไม่ต่างจากสิ่งเหล่านั้น เพราะอย่าลืมว่ารากฐานที่เราเคยเกิดมา..เกิดจากสัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน เกิดจากเปรตอสุรกาย สิ่งเหล่านี้มันยังติดตัวเราอยู่ มันยังซ้อนอยู่ในกาย คือจิตที่เรายังมีอารมณ์เหล่านี้..ในความโลภ ความโกรธ ความหลง

นั้นจิตที่มันมีเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นเทพ เป็นพรหมนี้ จิตที่เป็นอริยะมันก็ยังมี..สูงขึ้นไปอีก เข้าใจหรือเปล่า ดังนั้นภาชนะในร่างกายสังขารของมนุษย์นี้ที่ประกอบไปด้วยศีล ๕ เป็นภาชนะที่ดีอย่างยิ่ง เหมาะแก่การประพฤติปฏิบัติจิตนั้นให้สูงๆยิ่งขึ้นไป หรือจะต่ำกว่านี้..ก็อยู่ที่ตัวเรานั่นแลที่จะปรารถนา เข้าใจหรือเปล่า

นั้นการเกิดเป็นมนุษย์นี้มันจึงได้ยากที่จะได้อัตภาพนี้ เมื่อได้อัตภาพมาแล้ว..ยังไม่ได้บอกว่าเกิดมาแล้วจะครบอาการ ๓๒ อีก แล้วเกิดมาแล้วจะมีใจศรัทธาในศาสนาอีกหรือเปล่า แล้วเกิดมาแล้วจะได้ทันพระศาสนาอีกมั้ย มันไม่ใช่ของง่าย การเกิดเป็นของยาก..แต่พอเกิดมาแล้วการมีชีวิตก็ยังยากอีก เข้าใจหรือเปล่า

แต่ถ้าพวกโยมอยู่ได้ มีสรณะเป็นที่พึ่ง มีจุดหมายปลายทางเป็นที่ไป แล้วได้เกิดมาได้ช่วยเหลือโลก สงเคราะห์โลก..นี่ยิ่งเป็นบุญกุศลเป็นมหาบารมียิ่งๆเข้าไปอีก เข้าใจหรือเปล่า คนเกิดมามีแต่คนช่วยเหลือว่าดีมั้ย..ดี แต่เกิดมาแล้วได้มีโอกาสได้ช่วยเหลือคนนั้น..ดีกว่า เพราะบารมีมันสูงกว่า ผู้ให้น่ะ..ต่ำหรือสูง

นั้นการที่เรามาเจริญทานศีลภาวนา..คือผู้ให้ ให้โอกาสตัวเอง ฝึกฝนตัวเอง อบรมบ่มจิตตัวเองให้มันสูงขึ้น พอสูงขึ้นแล้วเป็นยังไง..ก็จะมีโอกาสได้ช่วยเหลือคนอื่นเค้า ถ้าช่วยเหลือตัวเองยังไม่ได้จะช่วยเหลือคนอื่นเค้าได้หรือเปล่า..ก็ยาก ดังนั้นแล้วก็ขอให้ลองพิจารณาดู..

เทศนาธรรมกรรมฐาน วันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๘

มูลนิธิเมืองธรรมพรหมรังสี สมเด็จพระพุฒาจารย์โต

บ้านโปร่งวิเชียร อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี

ติดตามข้อมูลข่าวสารกิจกรรมของมูลนิธิได้ทาง https://www.facebook.com/mprs.foundation

ติดตาม คลิปธรรมะได้ทาง YouTube channel : ธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต

เทศบาลนครนนทบุรี
2025/8/5 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมหลายคนค้นหาคำว่า “ละทางโลก คืออะไร” เพราะรู้สึกเหนื่อยกับความวุ่นวาย แต่ก็กลัวว่าต้องทิ้งงาน ทิ้งครอบครัว หรือเลิกใช้ชีวิตปกติ ความเข้าใจที่ฉันได้จากการฟังธรรมและลองฝึกเองคือ “ละทางโลก” ไม่ใช่การหนีโลกแบบตัดขาดทันที แต่เป็นการ “ละความยึด” ในโลก—ละความเพลิน ละความหลง ละการเอาอารมณ์เป็นใหญ่ แล้วค่อยๆ หันใจไปทางธรรมด้วยสติ 1) ละทางโลก = ละการยึดในกายและอารมณ์ เวลาทุกข์หนักๆ ฉันชอบเผลอคิดว่า “ทำไมต้องเป็นเรา” แต่พอลองพิจารณาเรื่องแก่ เจ็บ ตาย (แบบที่ท่านสอนให้ดูความจริงของชีวิต) มันทำให้ใจอ่อนลง เห็นว่ากายนี้แปรเปลี่ยนตลอด บังคับไม่ได้ พอไม่เถียงกับความจริง ใจก็เบาขึ้น นี่เป็นจุดเริ่มของการละทางโลก: ละความเห็นว่าอะไรๆ ต้องเป็นไปตามใจเรา 2) ทางปฏิบัติที่ทำได้ทันที: กลับมาที่ลมและคำบริกรรม ตอนอารมณ์จะลากออกนอก เช่น โกรธ ฟุ้งซ่าน หรือเผลอไถมือถือเพราะอยากหนีความเครียด ฉันใช้วิธี “กลับฐาน” ง่ายๆ คือรับรู้ลมหายใจ แล้วกำกับคำว่า “พุทโธ” เบาๆ ในใจ 3–5 นาที ช่วงแรกอาจไม่สงบ แต่แค่รู้ทันว่าใจหลุดก็ถือว่าเริ่มมีสติแล้ว อารมณ์แรงๆ มักจะค่อยๆ ดับลงเมื่อเราไม่เติมเชื้อ 3) ละทางโลก สู่ทางธรรม = ลดกามคุณ 5 แบบค่อยเป็นค่อยไป ฉันไม่ได้เลิกทุกอย่างในวันเดียว แต่เริ่มจากลดสิ่งกระตุ้นใจ เช่น เสียง/คอนเทนต์ที่ทำให้หงุดหงิด ลดการเสพเรื่องคนอื่น ลดการคุยที่พาไปนินทา แล้วชดเชยด้วยสิ่งที่พาใจขึ้น เช่น ฟังธรรมะมหัศจรรย์ ตามรอยธรรมสมเด็จโต หรืออ่านคำสอนสั้นๆ ก่อนนอน สิ่งเล็กๆ เหล่านี้ทำให้ใจมี “ที่อยู่” มากขึ้น 4) ศีล 5 คือฐานสำคัญของคนอยากภาวนา ฉันสังเกตว่าเวลาศีลเรารั่ว ใจจะฟุ้งง่ายมาก นั่งภาวนาไม่ค่อยอยู่ ดังนั้นถ้าอยากเอาดีทางธรรมจริงๆ ให้ตั้งใจรักษาศีล 5 แบบ “จริงจังแต่ไม่กดดัน” เช่น วันไหนพลาดก็รู้ตัว ขอโทษ แก้ไข แล้วกลับมาระวังใหม่ ความละอายและสำนึกผิดแบบไม่จม เป็นพลังให้ใจสะอาดขึ้น 5) สัญญาณว่าเรากำลัง “ละทางโลก” ได้ถูกทิศ - โกรธแล้วรู้ทันเร็วขึ้น และหยุดคำพูดแรงๆ ได้มากขึ้น - เริ่มวางเฉยต่อคำชม/คำติได้บ้าง - มีเมตตาและให้อภัยง่ายขึ้น โดยไม่ต้องชนะใคร - ทุกข์ยังมี แต่ใจไม่จมเท่าเดิม เพราะไม่แบกอารมณ์ไว้ทั้งวัน สุดท้าย สำหรับฉัน “ละทางโลก” คือการฝึกใจให้พ้นจากนิวรณ์ทีละนิด แล้วกลับมาอยู่กับศีล สมาธิ ปัญญาในชีวิตจริง เราไม่ได้ทิ้งโลก แต่เราเลิกให้โลกมาคุมใจเรา