วันที่ลูกทำผิด เราอยากให้เขากลัว…หรือกล้าเดินมาหาเรา?

“หม่ามี้…ฟีบัสทำผิด”

ตอนนี้ฟีบัสยังอายุแค่ 4 เดือน

แน่นอนว่า วันนี้เขายังพูดประโยคนี้กับหม่ามี้ไม่ได้

เขายังเป็นเด็กน้อยที่กำลังเรียนรู้โลกผ่านรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ การร้องไห้ และสายตาที่มองหาคนที่เขารัก

แต่บางครั้งหม่ามี้ก็มองหน้าฟีบัสแล้วคิดถึงวันข้างหน้า

วันที่เขาโตขึ้น

วันที่เขาเริ่มเดิน

เริ่มพูด

เริ่มตัดสินใจด้วยตัวเอง

และแน่นอน…

วันที่เขาเริ่มทำผิด

เพราะไม่มีเด็กคนไหนเติบโตขึ้นมาโดยไม่เคยทำผิด

และไม่มีผู้ใหญ่คนไหนใช้ชีวิตโดยไม่เคยตัดสินใจพลาด

วันนึง ฟีบัสอาจเดินมาหาหม่ามี้แล้วพูดว่า

“หม่ามี้…หนูทำผิด”

และบางที ประโยคสั้น ๆ แบบนั้นอาจทำให้พ่อแม่เงียบไปไม่กี่วินาที

เพราะสิ่งแรกที่เกิดขึ้นในใจอาจไม่ใช่ความใจเย็น

แต่อาจเป็นความตกใจ

ความโกรธ

ความผิดหวัง

หรือคำถามที่พุ่งขึ้นมาทันทีว่า

“ทำไปทำไม?”

“บอกแล้วใช่ไหม?”

“แล้วทำไมไม่คิดก่อน?”

แต่มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากซ่อนอยู่ในวินาทีนั้น

ก่อนที่เราจะรู้ว่าลูกทำอะไรผิด

เราควรเห็นอีกอย่างหนึ่งก่อนว่า

ลูกเลือกเดินมาหาเรา

และเลือกพูดความจริง

สำหรับเด็ก การยอมรับว่าตัวเองทำผิดไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป

เด็กอาจกลัวถูกดุ

กลัวพ่อแม่โกรธ

กลัวถูกลงโทษ

กลัวทำให้คนที่รักผิดหวัง

บางครั้งเด็กไม่ได้ปิดบังเพราะไม่รู้ว่าความจริงสำคัญ

แต่กำลังพยายามปกป้องตัวเองจากสิ่งที่คิดว่าจะเกิดขึ้นหลังจากพูดความจริง

งานวิจัยด้านพัฒนาการเด็กพบว่า เมื่อเด็กคาดว่าจะได้รับการลงโทษจากความผิด การพูดความจริงอาจลดลง และสภาพแวดล้อมที่เน้นการลงโทษมากเกินไปอาจทำให้เด็กมีแนวโน้มปกปิดความผิดมากขึ้น

นี่ไม่ได้หมายความว่า

ถ้าลูกพูดความจริงแล้ว เราต้องปล่อยผ่านทุกอย่าง

แต่หมายความว่า

เราต้องแยกให้ออกระหว่าง

“การสอนให้รับผิดชอบ”

กับ

“การทำให้เด็กกลัวจนไม่กล้าบอกความจริงอีก”

สองอย่างนี้ไม่เหมือนกันเลย

เมื่อลูกมาบอกว่า

“หนูทำผิด”

สิ่งที่พ่อแม่ตอบในวินาทีนั้น อาจกลายเป็นบทเรียนที่ลูกจำไปอีกนาน

ไม่ใช่แค่เรื่องความผิดครั้งนั้น

แต่เป็นบทเรียนว่า

เวลาหนูมีปัญหา หนูมาหาพ่อแม่ได้ไหม

เพราะฉะนั้น ก่อนจะถาม

ก่อนจะสอน

ก่อนจะตัดสิน

ลองหยุดสักนิด

แล้วฟังให้จบก่อน

เด็กที่กำลังเล่าเรื่องความผิดของตัวเองอาจต้องใช้ความกล้ามากกว่าที่เราเห็น

บางครั้งเขาพูดไป น้ำตาก็คลอไป

บางครั้งพูดอ้อมไปอ้อมมา

บางครั้งเล่าไม่ครบ เพราะยังกลัวปฏิกิริยาของเรา

ถ้าเราขัดทันที

“แล้วทำไปทำไม!”

เด็กอาจไม่ได้ยินคำสอนหลังจากนั้นอีกแล้ว

เพราะสมองและใจของเขาอาจกำลังยุ่งอยู่กับการรับมือกับความกลัว

ดังนั้น สิ่งแรกที่ลองทำได้คือ

ฟังให้จบ

ยังไม่ต้องรีบตัดสิน

ยังไม่ต้องรีบสรุปว่าใครผิดใครถูก

บางครั้งเราจำเป็นต้องรู้ก่อนว่า

เกิดอะไรขึ้น

ทำไมลูกถึงทำแบบนั้น

ลูกคิดอะไรอยู่ในตอนนั้น

และตอนนี้มีใครได้รับผลกระทบหรือกำลังไม่ปลอดภัยหรือไม่

การฟังไม่ได้แปลว่าเห็นด้วยกับสิ่งที่ลูกทำ

การฟัง คือการพยายามเข้าใจข้อเท็จจริงก่อนตัดสิน

แล้วหลังจากลูกพูดจบ

อีกประโยคที่มีคุณค่ามากคือ

“ขอบคุณที่เลือกบอกความจริงกับเรา”

ประโยคนี้ไม่ได้แปลว่า

“สิ่งที่ลูกทำไม่เป็นไร”

แต่มันกำลังบอกลูกว่า

ความจริงยังมีที่ยืนในบ้านหลังนี้

เราสามารถไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ลูกทำ

และยังชื่นชมการที่ลูกเลือกพูดความจริงได้พร้อมกัน

เพราะเด็กจำเป็นต้องเรียนรู้ว่า

การทำผิดมีผลตามมา

แต่ก็ต้องเรียนรู้ด้วยว่า

การยอมรับผิดและพูดความจริง คือจุดเริ่มต้นของการแก้ไข

ไม่ใช่ประตูบานแรกของการถูกซ้ำเติม

สิ่งที่พ่อแม่ควรระวังคือการรีบทำให้

“สิ่งที่ลูกทำ”

กลายเป็น

“ตัวตนของลูก”

เช่น

“ทำไมหนูเป็นเด็กแบบนี้”

“เป็นคนไม่รับผิดชอบจริง ๆ”

“นิสัยไม่ดีเลย”

“โตไปจะเป็นยังไง”

เพราะเด็กคนหนึ่งอาจทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม

โดยไม่ได้หมายความว่าเขาเป็น “เด็กไม่ดี”

เด็กอาจโกหกครั้งหนึ่ง

แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนโกหก

เด็กอาจทำของพัง

แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นเด็กไม่รับผิดชอบ

เด็กอาจตัดสินใจผิด

แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนที่แก้ไขไม่ได้

ในทางจิตวิทยา มีความแตกต่างสำคัญระหว่าง

“ฉันทำสิ่งที่ผิด”

กับ

“ฉันเป็นคนไม่ดี”

ความรู้สึกผิดที่พอดีสามารถช่วยให้เด็กมองเห็นผลของการกระทำ และนำไปสู่ความรับผิดชอบ

แต่ความอับอายที่รุนแรงจนเด็กเริ่มมองว่าตัวเอง “แย่ทั้งคน” อาจไม่ได้ช่วยให้เขาเรียนรู้ได้ดีขึ้น

เพราะฉะนั้น เวลาลูกทำผิด

ลองพูดถึง “พฤติกรรม”

มากกว่าตัดสิน “ตัวตน”

แทนที่จะพูดว่า

“หนูเป็นเด็กไม่ดี”

อาจเปลี่ยนเป็น

“สิ่งที่หนูทำครั้งนี้ไม่เหมาะสมนะ”

แทนที่จะพูดว่า

“ทำไมหนูไม่รับผิดชอบ”

อาจเปลี่ยนเป็น

“ตอนนี้เรามาดูกันว่าเราจะรับผิดชอบเรื่องนี้อย่างไร”

คำพูดอาจดูต่างกันไม่มาก

แต่ความหมายที่เด็กได้รับต่างกันมาก

ประโยคแรกบอกว่า

“มีบางอย่างผิดที่ตัวหนู”

ประโยคหลังบอกว่า

“สิ่งที่เกิดขึ้นต้องได้รับการแก้ไข และหนูเรียนรู้วิธีแก้ไขได้”

หลังจากฟังและรับรู้ความจริงแล้ว

ขั้นต่อไปไม่ใช่การรีบลงโทษ

แต่คือการช่วยลูกคิดว่า

แล้วเราจะแก้ไขอย่างไร

ถ้าลูกทำของคนอื่นเสียหาย

จะซ่อมได้ไหม

จะดูแลอย่างไร

ควรขอโทษหรือไม่

ถ้าลูกทำให้ใครเดือดร้อน

เราจะช่วยเยียวยาผลกระทบอย่างไร

ถ้าลูกทำผิดกติกา

กติกานั้นมีไว้เพื่ออะไร

และครั้งหน้าจะทำอย่างไรให้ดีขึ้น

นี่คือการเปลี่ยนจาก

“ใครต้องโดนอะไร”

ไปเป็น

“เราจะรับผิดชอบและแก้ไขอย่างไร”

แน่นอนว่า การรับผิดชอบควรเหมาะกับวัยของเด็ก

เราไม่ควรคาดหวังให้เด็กเล็กคิดและจัดการปัญหาแบบผู้ใหญ่

เด็กบางวัยอาจต้องการให้พ่อแม่ช่วยคิด

ช่วยเรียงลำดับ

ช่วยลงมือทำ

เป้าหมายไม่ใช่โยนปัญหาให้ลูกแล้วพูดว่า

“ไปแก้เอง”

แต่คือค่อย ๆ ส่งต่อทักษะให้เขาตามวัย

ตอนแรกอาจเป็น

“เดี๋ยวเราช่วยกันแก้นะ”

ต่อมาอาจเป็น

“หนูคิดว่าเราทำอะไรได้บ้าง”

และเมื่อโตขึ้น

“หนูลองเสนอวิธีแก้มา แล้วเรามาคุยกัน”

เพราะความรับผิดชอบไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะเด็กถูกบอกว่า

“ต้องรับผิดชอบนะ”

แต่เด็กต้องมีโอกาสได้ฝึกคิด

ฝึกแก้ไข

ฝึกยอมรับผลของการกระทำ

และเรียนรู้ว่า

ความผิดพลาดไม่ได้เป็นจุดจบของเรื่อง

มันเป็นจุดเริ่มต้นของการซ่อมแซม

สิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ

อย่ารีบซักจนลูกรู้สึกเหมือนกำลังถูกสอบสวน

คำถามที่มากเกินไป

น้ำเสียงที่กดดัน

หรือการถามซ้ำ ๆ เพื่อจับผิด

อาจทำให้เด็กเปลี่ยนจากการเล่าเรื่อง

เป็นการพยายามป้องกันตัวเอง

บางครั้งพ่อแม่คิดว่า

“ต้องถามให้ละเอียด จะได้รู้ความจริง”

แต่ถ้าบรรยากาศเต็มไปด้วยความกลัว

เด็กอาจเริ่มคิดว่า

“พูดอะไรไปก็ผิดอยู่ดี”

เราจึงควรถามเพื่อทำความเข้าใจ

ไม่ใช่ถามเพื่อทำให้ลูกจนมุม

แทนที่จะพูดว่า

“ตกลงใครเริ่มก่อน! พูดมา!”

อาจลองเป็น

“เล่าให้ฟังหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้นตั้งแต่ต้น”

แทนที่จะพูดว่า

“ทำไมไม่คิด!”

อาจลองถามว่า

“ตอนนั้นหนูกำลังคิดอะไรอยู่”

แทนที่จะพูดว่า

“แล้วครั้งหน้าจะทำอีกไหม!”

อาจลองเป็น

“ถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้อีก หนูคิดว่าจะทำอะไรต่างไปได้บ้าง”

คำถามแบบหลังไม่ได้แปลว่าเราอ่อนแอ

แต่มันกำลังฝึกสมองของเด็กให้คิด

แทนที่จะฝึกเพียงให้กลัว

และมีอีกเรื่องที่พ่อแม่ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมา

บางครั้ง…

พ่อแม่เองก็อาจตอบไม่ดี

อาจตกใจจนเสียงดัง

อาจโกรธจนพูดแรง

อาจรีบตัดสินก่อนฟังจบ

ไม่มีพ่อแม่คนไหนใจเย็นได้สมบูรณ์แบบตลอดเวลา

แต่ข่าวดีคือ

พ่อแม่ก็แก้ไขความผิดพลาดของตัวเองได้เช่นกัน

ถ้าวันนั้นเราตอบลูกแรงเกินไป

เรากลับไปพูดได้ว่า

“เมื่อกี้พ่อแม่ตกใจและพูดแรงไป ขอโทษนะ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นเรายังต้องช่วยกันแก้ เรามาคุยกันใหม่ได้ไหม”

การขอโทษลูกไม่ได้ทำให้พ่อแม่หมดอำนาจ

ในทางตรงกันข้าม

มันกำลังสอนสิ่งที่เราอยากให้ลูกทำมากที่สุด

คือ

เมื่อทำผิด

เราไม่จำเป็นต้องหนีความผิด

เราสามารถยอมรับ

ขอโทษ

รับผิดชอบ

และแก้ไขได้

เด็กเรียนรู้จากสิ่งที่เรา “ทำ” มากกว่าสิ่งที่เราพูดเสมอ

ถ้าเราบอกลูกให้พูดความจริง

แต่เมื่อเขาพูดความจริง เรากลับระเบิดอารมณ์ใส่เขา

ข้อความที่ลูกได้รับอาจไม่ใช่

“พูดความจริงนะ”

แต่อาจเป็น

“พูดความจริงแล้วอันตราย”

แต่ถ้าเราสอนลูกว่า

“ทำผิดต้องรับผิดชอบ”

และเมื่อเราทำผิด เราเองก็ยอมรับผิด

ลูกจะได้เห็นว่าความรับผิดชอบไม่ได้เป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ใช้กับเด็ก

แต่มันเป็นสิ่งที่ทุกคนในบ้านทำร่วมกัน

รวมถึงป่าปี้

หม่ามี้

และวันนึงเมื่อฟีบัสโตขึ้น

หม่ามี้หวังว่า

ตอนที่เขากลัว

ตอนที่เขาพลาด

ตอนที่เขาทำเรื่องไม่ดีพอ

ตอนที่เขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อ

เขาจะยังเดินกลับมาหาพ่อแม่ได้

เพราะบ้านไม่ใช่สถานที่ที่เด็กต้องทำทุกอย่างถูกต้อง

บ้านควรเป็นสถานที่ที่เด็กเรียนรู้ว่า

แม้เราจะทำผิด

เราก็ยังมีคุณค่า

และเมื่อเราทำผิด

เราจะไม่ถูกปล่อยให้หนีปัญหา

แต่เราจะไม่ถูกทำให้รู้สึกว่า

ตัวเราเป็นปัญหาเช่นกัน

เราจะเรียนรู้ที่จะมองความจริง

ยอมรับผลของการกระทำ

รับผิดชอบในสิ่งที่ควรรับผิดชอบ

และค่อย ๆ แก้ไขมัน

เพราะสิ่งที่พ่อแม่อยากได้ในวันที่ลูกโตขึ้น

อาจไม่ใช่ลูกที่ไม่เคยทำผิด

เพราะไม่มีใครใช้ชีวิตโดยไม่เคยผิดพลาด

สิ่งที่เราอยากได้จริง ๆ

อาจเป็นวันที่ลูกทำผิดแล้ว

เขายังกล้าพูดว่า

“พ่อแม่…หนูมีเรื่องอยากบอก”

และลึก ๆ ในใจ เขารู้ว่า

ต่อให้พ่อแม่ไม่เห็นด้วย

ต่อให้ต้องมีผลตามมา

ต่อให้เขาต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ

อย่างน้อย

เขาไม่จำเป็นต้องหนี

ไม่จำเป็นต้องโกหกเพื่อปกป้องตัวเอง

และไม่จำเป็นต้องเผชิญกับทุกอย่างเพียงลำพัง

เพราะเขารู้ว่า

พ่อแม่อาจไม่ชอบสิ่งที่เขาทำ

แต่พ่อแม่จะไม่หยุดรักเขา

“ลูกทำผิดได้ แต่เราจะช่วยกันรับผิดชอบและแก้ไขมัน”

วันนี้ฟีบัสยังเป็นเด็กน้อยที่กำลังเรียนรู้โลก

และหม่ามี้เองก็กำลังเรียนรู้การเป็นแม่ไปพร้อมกับเขา

แต่มีเรื่องนึงที่หม่ามี้อยากเริ่มคิดตั้งแต่วันนี้

คืออยากสร้างบ้านแบบไหนให้ลูก

บ้านที่ลูกกลัวจนต้องซ่อนความผิด

หรือบ้านที่ลูกกล้ายอมรับความจริง

แม้จะรู้ว่าเขายังต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำ

หม่ามี้หวังว่าในวันที่ฟีบัสโตขึ้น

ไม่ว่าเขาจะทำผิดอะไร

ไม่ว่าเขาจะกลัวแค่ไหน

ถ้าวันนั้นเขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร

เขาจะยังรู้ว่า

เขามีบ้านให้เดินกลับมา

และมีพ่อแม่ที่พร้อมช่วยเขาเผชิญกับความจริง

ไม่ใช่เพื่อทำให้ความผิดหายไป

แต่เพื่อสอนให้เขาเรียนรู้ว่า

ความผิดพลาดทุกครั้ง

สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการยอมรับ

การรับผิดชอบ

และการเติบโตได้

บางทีสิ่งที่เราสร้างให้ลูกในวันนี้

อาจไม่ใช่คำตอบสำหรับวันที่เขาทำผิด

แต่อาจเป็นความสัมพันธ์ที่ทำให้

ในวันที่เขาทำผิดครั้งแรก

เขาเลือกเดินมาหาเรา

และเลือกพูดความจริง

แทนที่จะเลือกซ่อนมันไว้ 🤍

#เลี้ยงลูก #พ่อแม่ #จิตวิทยาเด็ก #เลี้ยงลูกเชิงบวก #พูดความจริง

6 วันที่แล้วแก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมในฐานะพ่อแม่ที่ผ่านประสบการณ์เลี้ยงลูกมา เราพบว่าการสร้างความสัมพันธ์ที่ปลอดภัยและไม่มีวิจารณ์แรงเกินไป เมื่อเด็กทำผิดเป็นสิ่งสำคัญมาก เด็กไม่ใช่แค่กลัวจะถูกลงโทษ แต่ยังกลัวการสูญเสียความรักและความไว้ใจจากพ่อแม่ด้วย เมื่อเรายอมรับความผิดพลาดของลูกด้วยท่าทีที่อ่อนโยน และมีคำพูดที่ให้กำลังใจ เช่น "ขอบคุณที่บอกความจริงกับเรานะ" ลูกจะรู้สึกว่าสามารถเปิดใจและขอความช่วยเหลือได้โดยไม่ต้องกลัว เราควรตั้งคำถามเพื่อทำความเข้าใจในสถานการณ์ ไม่ใช่เพื่อจับผิด เช่น "ตอนนั้นหนูกำลังคิดอะไรอยู่?" หรือ "ถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้อีก หนูคิดว่าจะทำอย่างไรดี?" วิธีนี้ช่วยฝึกให้ลูกคิดวิเคราะห์ปัญหา และพัฒนาทักษะแก้ไขมากกว่าที่จะเป็นแค่เด็กที่กลัวและปิดบังความผิด นอกจากนี้ การหลีกเลี่ยงใช้คำพูดที่ตัดสินตัวตน เช่น "หนูเป็นเด็กไม่ดี" หรือ "นิสัยไม่รับผิดชอบ" จะช่วยไม่ให้เด็กเสียกำลังใจและกลายเป็นความอับอาย การพูดถึงพฤติกรรมเฉพาะที่เกิดขึ้น เช่น "หนูทำสิ่งนั้นไม่เหมาะสมนะ" จะทำให้เด็กเรียนรู้ว่าพฤติกรรมนั้นเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไข ไม่ใช่ตัวตนของเขาเป็นสิ่งผิด เวลาพ่อแม่เองก็อาจตอบสนองเกินไป เช่น ตกใจหรือตะโกนใส่ลูก สิ่งสำคัญคือต้องกลับมาขอโทษและพูดคุยกันใหม่ เพื่อแสดงให้ลูกเห็นว่าทุกคนสามารถทำผิดพลาดและเรียนรู้จากมันได้ บ้านจึงควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ลูกรู้สึกได้ถึงความรักและการสนับสนุน แม้เมื่อเขาทำผิดก็ตาม นี่คือพื้นฐานที่จะส่งเสริมให้ลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบ พร้อมเปิดใจพูดความจริงและรับมือกับความผิดพลาดด้วยความมั่นใจและสุขภาพจิตที่ดี

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

โอนเงินทำบุญ... ให้เงินนั้นย้อนกลับมาหาเราเป็นร้อยเท่าพันเท่า
วิธีอธิษฐานจิตเวลาโอนเงินทำบุญ... ให้เงินนั้นย้อนกลับมาหาเราเป็นร้อยเท่าพันเท่า #สายมู #สายบุญ #ความเชื่อ
Ma’AU Miracle

Ma’AU Miracle

ถูกใจ 351 ครั้ง

5 ข้อคิด ‘’ จากหนังสือพ่อรวยสอนลูก “
5 ข้อคิดจาก “พ่อรวย สอนลูก” ที่เปลี่ยน mindset ด้านการเงินของเราไปตลอดกาล นี่เป็นหนังสือการเงินเล่มแรกที่เราหยิบมาอ่าน และ มันเปลี่ยนความคิดเรื่องเงินของเราแบบจริงจัง เราทุกคนล้วนอยาก “รวย” แต่คำถามคือ…เราคิดแบบ “คนรวย” แล้วหรือยัง? และ นี่คือ 5 วิธีคิดที่ได้จากเล่มนี้ 1. คนจนทำงานเพื่
มือใหม่หัดอ่าน 📖

มือใหม่หัดอ่าน 📖

ถูกใจ 10 ครั้ง

แล้วคุณล่ะมีชีวิตวัยเด็กที่ถูกหล่อหลอมให้คุณเป็นคนแบบไหน
…วันนี้เลื่อนผ่านไปเจอบทความดีๆ เลยมาเล่าให้ฟังผ่านตัวหนังสือที่อาจจะยาวสักหน่อย แต่รับรองได้ว่าถ้าเธอรู้ความหมายของภาพบ้านต่างๆแล้ว เธอจะมองเห็นตัวเองได้ชัดเจนมากๆ ส่วนตัวคือตรงมาก ตรงจนเห็นภาพตัวเอง และความรู้สึกตัวเองได้ชัดเจนจนปฏิเสธไม่ได้เลยจริงๆ บทความได้ถูกแชร์โดยคุณ Anontawong Musings เน
Gukkai SJ

Gukkai SJ

ถูกใจ 111 ครั้ง

หน้าปกหนังสือ "คนวาสนาดี เขาทำอะไรที่เราไม่เห็น" โดย จิม โรเจอร์ส แสดงถึง 40 นิสัยเล็กๆ ที่จะทำให้คุณได้เปรียบเหนือคนอื่นตลอดชีวิต มีภาพประกอบการ์ตูนและข้อความภาษาญี่ปุ่นเกี่ยวกับนิสัยของคนโชคดี
คนวาสนาดี เขาทำอะไรบ้าง?
หนังสือแนะนำสำหรับคนที่พร้อมจะมี “วาสนาดี” ร่ำรวย ประสบความสำเร็จ . [Book Spoiler] “คนวาสนาดี เขาทำอะไรที่เรามองไม่เห็น” โดย จิม โรเจอร์ส . . 1. คนเป็นเศรษฐี เขามีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า “ดวงดีขึ้นได้ด้วยการจัดการความคิดและการกระทำของตัวเอง” . 2. คนวาสนาดี จะคิดเสมอว่า “ทุกสิ่งเป็นไปได้”
Chok ธนโชค

Chok ธนโชค

ถูกใจ 15 ครั้ง

ภาพหญิงสาวกำลังถ่ายเซลฟี่ในลิฟต์ พร้อมข้อความหัวข้อ 'Checklist 10 Skills สร้างโอกาส สร้างรายได้' และข้อความเกี่ยวกับการแชร์ประสบการณ์พัฒนาตัวเองที่ฝึกได้ทุกสายงาน
รายการทักษะ 5 ข้อแรก ได้แก่ Communication, Problem-Solving, Digital Literacy, Collaboration และ Growth Mindset พร้อมคำอธิบายสั้นๆ ของแต่ละทักษะบนพื้นหลังสีดำ
รายการทักษะ 5 ข้อสุดท้าย ได้แก่ Management Skill, Decision Making, Emotional Intelligence (EQ), Adaptability และ Networking พร้อมคำอธิบายสั้นๆ ของแต่ละทักษะบนพื้นหลังสีดำ
ประสบการณ์ตรง ! 10 Skills ที่ทำให้ได้งาน เงิน และโอกาส ❤️‍🔥
📌 โพสต์นี้อาจจะยาวหน่อย แต่อยากให้ทุกคนได้อ่านจริง ๆ ค่ะ สำหรับใครที่กำลังพัฒนาตัวเองให้ก้าวหน้า ไม่ว่าจะทำงานสายไหน สิ่งที่แอมจะเล่าต่อไปนี้ คือสิ่งที่แอมได้ลองทำจริง และเห็นผลกับชีวิตและการทำงาน ✨ ที่ผ่านมา แอมสังเกตทั้งตัวเองและคนรอบข้าง โดยเฉพาะคนเก่ง ๆ ที่ประสบความสำเร็จหรือได้ก้าวขึ้นตำ
AmAm ♡

AmAm ♡

ถูกใจ 624 ครั้ง

🍀 10 วิธี ที่จะทำให้คุณมีความสุข
จากหนังสือ "ความสุข is here" 1. เลิกวิ่งตามนาฬิกาของคนอื่น อย่าเอาความสำเร็จของใครมากดดันตัวเอง "ดอกไม้แต่ละชนิดผลิบานในฤดูกาลที่ต่างกัน" แค่ก้าวไปข้างหน้าในจังหวะของตัวเอง นั่นคือความก้าวหน้าที่ยั่งยืนที่สุด 2. เปลี่ยน 'คำบ่น' เป็น 'แม่เหล็กดึงดูดโชค' คนที่โ
ความสำเร็จ

ความสำเร็จ

ถูกใจ 16 ครั้ง

🌟ความกลัวไม่หาย ถ้าไม่เริ่มลงมือทำ 🌟
. . . • ความกลัวจะดังที่สุด ตอนที่เรายังไม่ขยับ ยิ่งคิด ยิ่งลังเล เสียงในหัวจะยิ่งขยายปัญหาให้ใหญ่กว่าความจริง แต่พอเริ่มทำ เสียงนั้นจะค่อยๆ เบาลงเอง • การลงมือทำ คือการตัดวงจรความคิดลบ ความกลัวมักเกิดจากการคิดวน ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์จริง การขยับแม้แค่นิดเดียว จะดึงเราออ
Life_Tomorrow

Life_Tomorrow

ถูกใจ 3 ครั้ง

​🖤 10 เรื่องที่ต้องขอบคุณ... “คนที่เคยทำร้ายเรา” จากพังกลายเป็นปัง!
​เคยคิดไหมว่าทำไมต้องเจอคนใจร้าย คนที่เคยพูดให้เรารู้สึกแย่ หรือทำร้ายจิตใจเราอยู่บ่อยๆ ทำไมเราต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย😭 แต่ถ้าไม่มีเรื่องราวในวันนั้น ก็ไม่มีเราที่ สตรอง และรักตัวเองได้มากขนาดนี้ในวันนี้! พลิกคำพูดแย่ๆ ให้เป็นพลังด้วย 10 ข้อคิดนี้กันค่ะ 👇 ​ 1. ขอบคุณที่ทำให้รู้ว่า “เราอดทนได้มากก
Chompoo Wow🤍✨

Chompoo Wow🤍✨

ถูกใจ 13 ครั้ง

วาเลนไทน์ จะมีใครเข้ามาหาเรากันน่ะ
#ติดเทรนด์ #พรหมญาณพยากรณ์ #พี่หมอpb #วาเลนไทน์ #ความรัก
เปืดดวงกับพี่หมอมาร์ค

เปืดดวงกับพี่หมอมาร์ค

ถูกใจ 4 ครั้ง

เคยยืนรออะไรทั้งที่รู้ว่า มันไม่เคยมาหาเราไหม?
บางครั้งเราผูกหวังกับคนที่ไม่เคย หยุดรอเราเลยสักครั้ง เหมือนรอรถที่แล่นผ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า บาง “การรอ” ไม่ได้พิสูจน์ความรัก มันแค่ย้ำว่า เราไม่ยังกล้าเริ่มต้นใหม่ แต่ชีวิตไม่ใช่ป้ายรถเมล์ ไม่จำเป็นต้องยืนรออะไรที่ไม่เคยเลือกเรา การเดินออกไปหาถนนเส้นใหม่ คือการรักตัวเองอย่างแท้จริง ปรัชญา: อย
Pojian

Pojian

ถูกใจ 16 ครั้ง

🔊🙋ดูแลชีวิตเราให้ดี แล้วคนดีๆจะเข้ามาหาเราเอง🫶😍✌️
@คุณเสนาะ_1963

@คุณเสนาะ_1963

ถูกใจ 3 ครั้ง

เป้าหมายไม่ได้มาหาเรา เราต่างหากที่ต้องเดินไปหาเป้าหมาย...ด้วยการ Squat!
พื้นที่เล็กๆ ในบ้านก็สร้างหุ่นสวยได้ ขยับวันละนิดเพื่อให้ร่างกายได้ขยับและแข็งแรงขึ้นในทุกวัน 💪❤️ #รีวิวสิ่งต่างๆไปเรื่อย #ออกกำลังกายที่บ้าน
Keaw DailyFit😊😊😊

Keaw DailyFit😊😊😊

ถูกใจ 5 ครั้ง

อยากปั้นมาหาเรา
ที่นี่ไม่เร่ง ไม่ยัด ไม่บังคับ เราปั้นให้ตรงหุ่น ตรงใจ แล้วปล่อยให้ทรงมันเล่าเรื่องเอง #ผู้หญิงเข้ายิม #ผู้หญิงปั้นหุ่น #StrongWomen #FitGirlThailand #GymForHer
googgai ch.

googgai ch.

ถูกใจ 2 ครั้ง

ความไว้ใจของชูการ์ไกลเดอร์ วัดจากการที่เขาเลือกมาหาเราเอง 🐿️👀
วันนี้ปล่อยเด็ก ๆ ออกมาวิ่งเล่นตามปกติ เราเลยนั่งเล่นเกมเงียบ ๆ อยู่ข้างกรง ไม่ได้เรียก ไม่ได้ล่อขนม แค่นั่งอยู่เฉย ๆ แต่ทั้งบีบีและมิวมิวแวะมาปีนเล่นบนตัวหลายรอบ เหมือนอยากสำรวจว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ 🥹 บางทีความผูกพันอาจไม่ได้วัดจากการอุ้มได้หรือจับได้ แต่วัดจากตอนที่เขามีอิสระเต็มที่ แล้วก็ยังเ
ChiNeko.Diary

ChiNeko.Diary

ถูกใจ 2 ครั้ง

ถ้าไม่รู้จะคุยกับใคร แวะมาหาเราได้นะ 💌🏠
สวัสดีครับทุกคนใน Lemon8 🍋✨ วันนี้ไม่ได้มารีวิวของ หรือมาบอกต่อแอปทำเงินที่ไหน แต่เราอยากมาแอป "เปิดพื้นที่ปลอดภัย" ให้กับทุกคนที่กำลังแบกอะไรหนักๆ ไว้ในใจ แล้วไม่รู้จะไประบายที่ไหนครับ ☁️ เราเข้าใจนะว่าบางเรื่องมันพูดกับคนใกล้ตัวยาก... บางเรื่องก็กลัวคนฟังจะตัดสินเรา หรือบางเรื่องก็แค่
AI นะจ๊ะ

AI นะจ๊ะ

ถูกใจ 0 ครั้ง

ทำไมหนึ่งวันคุยพันเรื่องถึงไม่ขายความกลัว
ทำไม “1วันคุยพันเรื่อง” ถึงไม่ขายความกลัว ตอนเริ่มต้นทำช่อง ผมก็เหมือนคนทำสื่อหลาย ๆ คน พอมีข่าวใหญ่ พอมีเหตุการณ์รุนแรง พอมีภัยธรรมชาติ เราก็มักจะเล่าเรื่องในมุมที่ทำให้คน รู้สึกตกใจ หรือรู้สึกกลัว เพราะมันทำให้คนสนใจเร็ว และคนก็อยากรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป แต่เมื่อทำไปสักพัก ผมเริ่มถาม
1 วัน คุยพันเรื่อง

1 วัน คุยพันเรื่อง

ถูกใจ 2 ครั้ง

"กินจุ๊ให้รู้รสชาติ แต่ถ้าอยากกินความรักให้มาหาเรา
ซอยจุ๊..... ​"ใจที่ว่าพัง ยังไม่นัวเท่าตับหวานๆ และแจ่วขมๆ"
user7744158374610

user7744158374610

ถูกใจ 10 ครั้ง

#ทำงานบริการให้ดีที่สุด แล้วความสุขจะกลับมาหาเราเอ
#ทำงานบริการให้ดีที่สุด แล้วความสุขจะกลับมาหาเราเอง" สายหยุด
Sister พหลโยธิ��น48

Sister พหลโยธิน48

ถูกใจ 0 ครั้ง

☀️ THE SUN เมื่อแสงกลับมาหาเราอีกครั้ง
☀️ THE SUN เมื่อแสงกลับมาหาเราอีกครั้ง บางครั้งชีวิตอาจมีช่วงที่เรารู้สึกหลงทาง เหนื่อย หรือมองไม่เห็นคำตอบ แต่ไพ่THE SUN แสงพระอาทิตย์บอกเราว่า… แสงไม่เคยหายไปไหน มันเพียงแค่รอให้เราเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง เด็กน้อยบนม้าขาว คือหัวใจที่ยังบริสุทธิ์ในตัวเรา แม้ผ่านเรื่องราวมากมาย เรายังมีสิทธิ์
The mu Room

The mu Room

ถูกใจ 51 ครั้ง

เทรดกี่ปี ทำกำไร
1. ทุนเริ่มต้น • ถ้าเริ่มด้วยทุน 10,000 บาท แล้วเทรดเก่งมาก กำไรเฉลี่ย 10% ต่อเดือน (ซึ่งถือว่าสูงมากและต้องมีวินัยสุดๆ) → ใช้เวลาประมาณ 3–5 ปี ถึงจะโตถึงหลักล้าน • ถ้ามีทุน 100,000 บาท แล้วทำได้ 10%/เดือน → ใช้เวลาประมาณ 2–3 ปี ก็อาจแตะหลักล้านได้ 📈 การเติบโตแบบทบต้น (comp
โค้ชแพม แม่บ้านเทรดForex

โค้ชแพม แม่บ้านเทรดForex

ถูกใจ 77 ครั้ง

ภาพ Pick a Card ถามว่า 'ต้องทำยังไง...เขาถึงจะกลับมาหาเรา?' แสดงบันไดสามแบบที่แตกต่างกัน: บันไดสีรุ้งบนก้อนเมฆ, บันไดวนหลากสี, และบันไดตกแต่งลวดลาย ผู้ชมเลือกภาพที่ชอบเพื่อดูคำตอบ
💫ต้องทำยังไงเขาถึงจะกลับมาหาเรา🦋
1️⃣ สาเหตุที่เขาเงียบหายไป อาจเพราะความเครียด ความเหนื่อยล้า หรือปัญหาที่เขากำลังเผชิญอยู่ หากคุณคือคนรักของเขา แนะนำให้เพิ่มความหวาน กุ๊กกิ๊ก จ้องตากันบ้าง👩‍❤️‍💋‍👨 เปิดใจพูดคุยกันเล็กน้อย จะช่วยให้เขาผ่อนคลายได้มากเลยค่ะ😚 2️⃣ สาเหตุที่เขาหายไป อาจเกิดจากความลังเลและความสับสน ไม่แน่ใจว่าจะไปต่อย
pare ^~^

pare ^~^

ถูกใจ 9 ครั้ง

จำวันแรกที่เขาวิ่งดุ๊กดิ๊กมาหาเราได้ไหม?
🤍🐕 "แล้ววันนี้ล่ะ เขาตามเราทันหรือเปล่า?" แด่... ทุกบ้านที่กำลังมี "วัยรุ่นตอนปลาย" ให้ดูแล เวลาผ่านไปเร็วจริงๆนะ จากลูกหมาตัวน้อยที่เคยวิ่งซน ทำลายข้าวของ จนเราต้องปวดหัว เผลอแป๊บเดียว ขนรอบจมูกเขาก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาว แววตาที่เคยซุกซน เริ่มมีความอ่อนล้าซ่อนอยู่ สัญญาณเหล
Happypaws

Happypaws

ถูกใจ 30 ครั้ง

🍋ไม่ต้องเก่งที่สุดก็ได้ ..แค่ไม่หยุดเดิน🍋
เคยไหมที่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสำเร็จอะไรเลย? มองไปรอบตัวก็เห็นแต่คนอื่นที่ดูเหมือนจะไปไกลกว่าเรา ทั้งเรื่องการงาน การเงิน หรือแม้แต่เรื่องส่วนตัว แต่รู้ไหมว่า "ความสำเร็จ" ของแต่ละคนมันไม่เท่ากัน การที่เราเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น อาจทำให้เราท้อแท้และมองข้ามสิ่งดีๆ ที่ตัวเองมีไป
Anni ka

Anni ka

ถูกใจ 0 ครั้ง

ดูเพิ่มเติม