@nalinthakittiwan @nalinthakittiwan
การแสดงในพิธีแก้มเลี้ยง บวงสรวงบรรพกษัตริย์อารักษ์หลวงนครเชียงใหม่
การแสดง “มรรคาสายไหม สืบสายใยวิถี ร่ายฟ้อนบูชาราชวงศ์มังราย สมโภช 730 ปีเชียงใหม่เมืองงาม”
เส้นทางสายไหมแห่งกาลเวลาที่ถักทอและสืบทอดวิถีชีวิต วัฒนธรรมอันงดงามของชาวล้านนาจากอดีตสู่ปัจจุบัน นำมาหลอมรวมผ่านลีลาการร่ายรำฟ้อนสาวไหมอันอ่อนช้อย เพื่อกราบสักการะบูชาพระมหากรุณาธิคุณขององค์บรรพกษัตริย์ในราชวงศ์มังราย ใ นวาระเฉลิมฉลองสมโภชครบรอบ 730 ปีแห่งเมืองเชียงใหม่"
เรื่องราว การแสดง ถ่ายทอดจากเส้นฝ้ายเส้นไหมที่เขื่อมโยง แผ่นดินลานนา จาก ชาวลัวะผู้แต่เดิม วืถีชีวิต กี่เอว สู่ วิถี คนเมือง กี่นั่ง สู่ 730ปี ในการบูชาไหว้สาบรรพกษัตริย์ในวันนี้
ออกแบบโดย นลินฑา กิตติวรรณ
(คณะไทยมีดี)
นักแสดง
ลัวะหญิง : นลินฑา กิตติวรรณ (ปุ๋ย)
ลัวะชาย : กฤษดา ตันบุญเรือง (ตองเจ)
เครื่องแต่งกายลัวะร่วมสมัย : โชคชัย ศิรินันท์ (บิ๊ก)
เพลงประกอบการแสดง :คุณเฟินประสานบทเพลง ปั่นฝ้าย โดย ยักษ์สีซอ และ เพลงสาวปั่นฝ้ายจาก SIAM ViiBE
งานไหว้สาบรรพกษัตริย์มังรายราชวงศ์ (สมโภชดำรง 730 ปี นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่)
จัดขึ้นเพื่อทำพิธีแก้มเลี้ยง บวงสรวง และสังเวยบรรพกษัตริย์อารักษ์หลวงนครเชียงใหม่ตามจารีตประเพณีล้านนา
สถานที่จัดงาน: หอบ รรพกษัตริย์เมืองเชียงใหม่
เรื่องราวและความหมายของการแสดงในงานสมโภช 730 ปีเชียงใหม่นี้สะท้อนถึงการสืบสานวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาวล้านนาอย่างลึกซึ้ง ผมได้มีโอกาสเข้าชมการแสดงมรรคาสายไหม ซึ่งนำเสนอผ่านลีลาการร่ายรำฟ้อนสาวไหมที่งดงาม ไว้ในความทรงจำว่าแต่ละท่วงท่าที่นักแสดงแสดงออกนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่การเต้นรำ แต่ยังเป็นการบอกเล่าประวัติศาสตร์ชิ้นเล็กๆ ของแผ่นดินลานนาผ่านเส้นไหมและเส้นฝ้ายที่เชื่อมโยงคนในอดีตกับคนยุคปัจจุบันอย่างลึกซึ้ง จุดเด่นที่น่าสนใจคือการใช้เครื่องแต่งกายลัวะร่วมสมัยและดนตรีพื้นบ้านที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว เสียงเพลงปั่นฝ้ายทั้งจากยักษ์สีซอและ SIAM ViiBE สร้างบรรยากาศให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนได้นั่งอยู่ในงานประเพณีล้านนาแท้ๆ การแสดงนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้คนรุ่นใหม่เข้าใจและรักในวัฒนธรรมของตนเองมากขึ้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมการอนุรักษ์ประเพณีที่สำคัญของเชียงใหม่ด้วย สำหรับผู้ที่สนใจพิธีกรรมแก้มเลี้ยงและบวงสรวงบรรพกษัตริย์มังราย การจัดแสดงในครั้งนี้เป็นโอกาสดีที่เราได้เห็นและสัมผัสถึงความศรัทธาและความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ที่ถูกถ่ายทอดอย่างมีศิลปะและเปี่ยมไปด้วยพลังทางวัฒนธรรม



























































