เดนดาว never die 3/5 ⭐️

เรื่องราวของน้ำและวิบวับ ชายสองผู้ได้พบกันเพราะความแปลกแยกและความบังเอิญ ก่อเกิดเป็นความรักที่สุดแสนจะติสท์ ท่ามกลางธรรมชาติและความสันโดดของต่างจังหวัด ในบ้านหลังสีเขียวและสีชมพู... ความรักที่รู้กันเพียงสองคน

.

ส่วนตัวหลังอ่านจบแล้วไม่ได้รู้สึกชอบหรือเกลียดหนังสือเล่มนี้แต่อย่างใด อาจจะด้วยภาษาที่ใช้และการบรรยายถึงสภาพแวดล้อมและความรู้สึกเหนือคำพูดที่ถ้าใครชอบก็จะชอบ แต่ถ้าใครไม่ชอบก็จะไม่ชอบไปเลย มันไม่ได้หวือหวา ไม่ได้สุข ไม่ได้ทุกข์ มีแต่ความหน่วงที่ฉุดรั้งคนอ่านเข้าไปอยู่ในพื้นที่ของความเหงา

.

สิ่งหนึ่งที่เราชอบในพาร์ทของการใช้ภาษาคือ ความดิบ ความเถื่อน ความเวิ่นเว้อ และเพ้อฝัน ประหนึ่งเสียดสีและหยอกล้อคำว่าเพศสภาพที่ไม่ตรงตามบรรทัดฐานของสังคม สะท้อนออกมาทางคำพูด การเล่าเรื่อง หรือแม้แต่พฤติกรรมของตัวละคร ผ่านภาพของคำว่าปิตาธิปไตย ควบคู่ไปกับประเด็นสังคมอย่างเรื่องความหลากหลายทางเพศและการไม่ถูกยอมรับในสังคมสมัยนั้นที่ทำให้ตัวละครต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ และเป็นหัวขบทในมุมมืด

.

พาร์ทแรก ๆ ของหนังสือจะมีการเล่าเรื่องเพศที่สามารถพูดได้ว่ามันแทบจะเกี่ยวกับเซ็กส์และเพศทั้งหมมด เป็นสิ่งที่สะท้อนและเสียดสีในเรื่องการไม่ถูกยอมรับและเลือกปฏิบัติในสังคมกับกลุ่ม LGBTQIA+ แต่ก็ยังคงความเป็นมนุษย์ที่มีความต้องการ ดังเช่น งานวาดของตัวน้ำเอง ที่มักจะวาดแต่ภาพของอดัมและลึงค์ หรือตัววิววับที่อยากให้น้ำวาดอวัยวะเพศของเขา สิ่งนี้อาจมองได้ว่าเป็นสัญญะของความต้องการในการปลดปล่อยตัวตน การถูกยอมรับ สิทธิ เสรีภาพ หรือแม้กระทั่งการทำให้เรื่องเพศเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ที่ต่างมีความต้องการทางเพศ ไม่ควรถูกเก็บซ่อนหรือมองอย่างเดียดฉัน ทั้งยังสื่อให้เห็นว่าเรื่องนี้ไม่เคยถูกยอมรับในสังคมไทยหรือมีการหยิบยกมาพูดในที่สาธารณะ ดังเช่นน้ำที่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ และวาดภาพงานศิลป์ในที่ลับตาคน

.

พาร์ทของตัวละครและการหยิบยกประเด็น “โรคหลายบุคลิก” เข้ามาเล่าด้วยภาษาศิลป์ เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน และค่อนข้างน่าเสียดายที่ไม่ได้มีการนำมาเป็นวัตถุดิบในการเล่าเรื่องให้มากกว่านี้ เรามองว่ามันเข้ามาแบบขาด ๆ เกิน ๆ แต่ยังคงสะท้อนให้เห็นถึงความแปลกแยก และภาพจำของสังคมที่ไม่รู้จักโรคนี้ว่ามีจริง

.

ส่วนตัวรู้สึกว่าถ้าเอามาเล่า ร้อยเรียง และใส่เรื่องราวให้ยึดโยงไปกับตัวละครมากกว่านี้ น่าจะทำให้เราได้สนิทกับตัวละครและหลงรักพวกเขามากขึ้น รวมถึงประเด็นการเกิดโรคและความบอบช้ำในวัยเด็กจนตัวละครต้องสร้างกำแพงและตัวตนอื่นขึ้นมาเพื่อหลีกหนีจากความเจ็บปวด ถือเป็นอีกพาร์ทที่น่าพูดถึงในงานนี้มากขึ้น เพื่อให้เราได้ทำความรู้จักและใกล้ชิดกับตัวละครมากกว่านี้

.

ใด ๆ เรามองว่าเป็นมุมใหม่ ๆ ของงานวรรณกรรมไทยที่อยากให้ทุกคนลองอ่านดูสักครั้ง ความเวิ่นเว้อเพ้อฝันทางภาษาและเรื่องราวที่อาจทำให้ใครสักคนตกหลุมรักหรือเฉยชากับมันได้ในเวลาเดียวกัน

.

#readwithngaew  #ngaewreview  #เดนดาวneverdie

2/24 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์การอ่าน "เดนดาว Never Die" ทำให้รู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้ถือเป็นการเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับวรรณกรรมไทย ที่กล้าจะนำเสนอเรื่องราวความรักที่ไม่ใช่แค่หวานชื่นหรือเศร้าสุดๆ แต่เป็นความรักที่ซับซ้อน เต็มไปด้วยความเหงาและความรู้สึกผิดแผกแตกต่างที่แท้จริง สิ่งที่น่าสนใจคือการใช้ภาษาที่มีความดิบเถื่อน และเวิ่นเว้อในคราวเดียวกัน ซึ่งสะท้อนออกมาทางคำพูดและพฤติกรรมของตัวละครที่ไม่ตรงกับบรรทัดฐานของสังคม การสื่อข้อความผ่านงานศิลป์ที่ตัวน้ำวาด เช่นภาพอดัมและลึงค์ หรือการวาดอวัยวะเพศของวิววับนั้น กลายเป็นสัญลักษณ์ของการปลดปล่อยตัวตนและเรียกร้องสิทธิในการยอมรับ นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอประเด็นโรคหลายบุคลิกซึ่งเป็นหัวข้อที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนและสังคมส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดหรือไม่รู้จักอย่างแท้จริง ถึงแม้ว่าจะถูกเล่าอย่างกระท่อนกระแท่น แต่อย่างน้อยก็ช่วยสะท้อนความเหงาและความเปราะบางของตัวละครได้เป็นอย่างดี ตัวละครต้องสร้างกำแพงและตัวตนใหม่เพื่อหนีจากความเจ็บปวดในวัยเด็ก ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของความซับซ้อนทางจิตใจอย่างชัดเจน สำหรับผู้ที่สนใจงานวรรณกรรมที่แตกต่าง ไม่ได้เน้นแค่ความบันเทิง แต่ลึกซึ้งถึงประเด็นเรื่องเพศ ความหลากหลาย และความเจ็บปวดภายใน "เดนดาว Never Die" น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดี ที่จะทำให้คุณได้สัมผัสความรู้สึกที่ลึกซึ้ง เหมือนถูกดึงเข้าไปอยู่ในพื้นที่ของความเหงาและความแปลกแยกอย่างแท้จริง แนะนำสำหรับคนที่พร้อมเปิดใจรับชมงานที่ไม่ได้มีแต่ความสวยงามหรือความสุข แต่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ปวดร้าว และแรงเสียดสีจากสังคม อาจไม่ใช่หนังสือที่เหมาะสำหรับทุกคน แต่สำหรับใครที่ชอบงานศิลป์ที่เถื่อนและเปี่ยมด้วยความจริงใจทางอารมณ์ เล่มนี้ไม่ควรพลาด