[ คลิป อภิปรายญัตติคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง : ปฏิรูประบบราชทัณฑ์ไทย คืนคนคุณภาพสู่สังคม ]
วันนี้ ( 6 พ.ค.2569 ) แจมได้อภิปรายเปิดญัตติ “การเข้าถึงคุณภาพการรักษาพยาบาลของผู้ต้องขังในเรือนจำ และกระบวนการกลับคืนสู่สังคมของผู้ต้องขัง ” เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษา วิเคราะห์ และจัดทำข้อเสนอในเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบ
ในปัจจุบันเรามีผู้ต้องขังกว่า3แสนคนทั่วประเทศ ซึ่งเป็นจำนวนที่มากเกินกว่าพื้นที่ที่มีอยู่ ส่งผลให้เกิดสภาพแวดล้อมที่แออัด ทำลายความพยายามในการฟื้นฟูพฤตินิสัยและลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมทั้งระบบสาธารณสุขในเรือนจำ ซึ่งผู้ต้องขังเข้าไม่ถึงการรักษา และระบบส่งต่อที่ล่าช้า นำไปสู่การเสียชีวิต
เมื่อพ้นโทษออกมาเกิดวงจรการกระทำความผิดซ้ำ เพราะเรือนจำไม่ได้ทำหน้าที่เยียวยา แต่กลายเป็นสถานที่พักรอก่อนกลับมากระทำความผิดใหม่ กลายเป็นว่า ยิ่งขัง ยิ่งสร้างอาชญากร โดยเพื่อน สส.จากพรรคประชาชน จะช่วยขยายความในประเด็นที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขัง และสิทธิในการประกันตัว การคุมขังนอกเรือนจำ การดูแลกลุ่มเปราะบาง แม่และเด็กในเรือนจำ เพื่อเปลี่ยนจาก “การลงโทษ” สู่ “การฟื้นฟู” อย่างแท้จริง เปลี่ยนห้องขังเป็นโอกาส ตัดวงจรกระทำความผิดซ้ำ สร้างทักษะในชีวิต และคืนค นคุณภาพสู่สังคมค่ะ
จากประสบการณ์และข้อมูลในประเด็นนี้ ผมเห็นว่าการปฏิรูประบบราชทัณฑ์ของไทยถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงการรักษาพยาบาลในเรือนจำซึ่งกำลังเผชิญปัญหาสภาพแวดล้อมที่แออัดและบุคลากรไม่เพียงพอ ซึ่งส่งผลให้ผู้ต้องขังหลายรายเจ็บป่วยแต่ไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม รวมถึงเหตุการณ์ที่ผู้ป่วยฉุกเฉินต้องรอคอยการรักษานานจนเสียชีวิต สะท้อนว่าระบบส่งต่อและการให้บริการในเรือนจำยังมีจุดอ่อนมาก วงจรการกระทำผิดซ้ำ หรือที่เรียกว่า revolving door นั้น เกิดจากการขาดพัฒนาทักษะและการฟื้นฟูผู้ต้องขัง ทำให้เมื่อพ้นโทษกลับสู่สังคมแล้วไม่มีทางเลือกที่ดี จึงกลับไปกระทำผิดซ้ำอีก ซึ่งเป็นความสูญเปล่าทางนิติเศรษฐศาสตร์อย่างร้ายแรง เพราะไม่เพียงแค่เสียค่าใช้จ่ายในการคุมขังเท่านั้น แต่ยังเพิ่มอาชญากรรมในสังคมอีกด้วย การเสนอญัตติที่มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาและวางนโยบายแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เป็นก้าวที่ดีในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางระบบอย่างแท้จริง การดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น แม่และเด็กในเรือนจำ หรือผู้ต้องขังในระหว่างพิจารณาและการประกันตัว ยังเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการใส่ใจให้เหมาะสมกับความเป็นมนุษย์ ในฐานะคนทั่วไป ผมคิดว่าการเปลี่ยนจากแนวคิด "การลงโทษ" มาเป็น "การฟื้นฟู" จะช่วยลดความรุนแรงในระบบราชทัณฑ์และช่วยให้ผู้ต้องขังสามารถกลับมายืนหยัดด้วยตนเองได้ มีโอกาสสร้างทักษะชีวิตและมองเห็นโอกาสในอนาคต นอกจากนี้ยังเป็นการลดภาระสังคมในระยะยาวโดยการตัดวงจรกระทำผิดซ้ำที่กำลังเป็นปัญหาหลัก สุดท้าย การปรับปรุงระบบสาธารณสุขภายในเรือนจำ ต้องมาพร้อมกับการเพิ่มจำนวนแพทย์และพยาบาล และพัฒนาระบบส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ผู้ต้องขังทุกคนได้รับสิทธิในการรักษาอย่างเท่าเทียมและมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่จะคืนคนคุณภาพสู่สังคมได้จริงๆ





