โตขนาดนี้แล้ว ทำไมยังขี้กลัวเหมือนเด็กๆ อยู่เลย”
.
ประโยคนี้ลอยเข้ามาในหัวทุกครั้งที่เราเผลอระแวงกับเสียงประตูปิดดังๆ
หรือจังหวะที่ใครสักคนเดินเข้ามาทักจากด้านหลังโดยไม่ให้ซุ่มให้เสียง.
ร่างกายมันจะตื่นตัว หัวใจเต้นแรง และคิดไปก่อนแล้วว่ากำลังจะมีเรื่องร้ายๆ เกิดขึ้น.
ทั้งที่ตอนนี้เราโตพอที่จะปกป้องตัวเองได้แล้วแท้ๆ แต่ความกลัวในใจ
กลับไม่เคยลดขนาดลงตามอายุเลย…
.
หลายคนมักเข้าใจว่าเมื่อเราเดินออกจากบ้านหลังเดิมมาแล้ว
บาดแผลทุกอย่างควรจะจบลงตรงนั้น. แต่ความจริงที่เจ็บปวดคือ
บรรยากาศของบ้านที่ไม่ปลอดภัยในวัยเด็ก มันไม่ได้หายไปไหน.
มันแค่ย้ายเข้ามาฝังตัวอยู่ใต้ผิวหนัง กลายเป็นระบบเตือนภัยที่ทำงานไวเกินไปในร่างกายของเรา.
ในตอนเด็ก การหวาดระแวงและคอยสังเกตอารมณ์ของคนในบ้าน
อาจเป็นวิธีเดียวที่ทำให้เราอยู่รอด. ไม่แปลกเลยที่วันนี้
ระบบนั้นยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ แม้ในวันที่เราปลอดภัยแล้วก็ตาม
.
อยากบอกคุณว่า การที่คุณยังรู้สึกกลัวหรือระแวงในวันนี้ ไม่ใช่เพราะคุณอ่อนแอ.
และไม่ใช่ความผิดของคุณเลยสักนิด. ร่างกายของคุณแค่กำลังพยายามปกป้องคุณด้วยวิธีเดิมๆ
ที่มันรู้จักเท่านั้นเอง. มันคือร่องรอยของการพยายามมีชีวิตรอด ไม่ใช่สัญลักษณ์ของความล้มเหลว.
ค ุณไม่ได้แปลกแยก และคุณไม่ได้กำลังคิดไปเอง
.
ลองสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วบอกตัวเองในใจทีละนิดว่า ตอนนี้เราโตขึ้นแล้วนะ.
พื้นที่ตรงนี้ปลอดภัยแล้ว. เราสามารถค่อยๆ วางความระแวงนั้นลง
แล้วอนุญาตให้ตัวเองได้พักผ่อนจริงๆ เสียที. การเยียวยาแผลใจที่ลึกขนาดนี้อาจต้องใช้เวลา
และมันโอเคมากๆ ที่เราจะค่อยๆ เดินไปทีละก้าว โดยไม่ต้องรีบร้อนพิจารณาตัวเองให้หายดีในวันเดียว
หากข้อความนี้ทำให้นึกถึงใครบางคนที่คุณรู้ว่าเขากำลังพยายามก้าวผ่านความกลัวในใจอยู่ลึกๆ.
การส่งต่อบทความนี้ให้เขา อาจเป็นเหมือนการกอดเบาๆ
ที่บอกว่าเขาไม่ได้สู้กับความรู้สึกนี้อยู่เพียงลำพังครับ
หรือใครมีเรื่องในวัยเด็กที่ยังกลัวจนถึงทุกวันนี้
ลองคอมเมนท์แชร์กันได้นะครับ คุณอาจจะไม่ได้กำลังเจอเรื่องราวเหล่านี้อยู่คนเดียว แล ะคุณหมอ/นักจิตวิทยา จะมาให้ความรู้ แนวทางการดูแลครับ :)























