ตุ่มแดงรอบปากแบบนี้ไม่ใช่สิว! แต่เป็นผื่นผิวหนังอักเสบที่เรียกว่า Perioral dermatitis (PD)
ทำไมเราต้องรู้จักผื่นแบบนี้ไว้?
เพราะหลายคนเข้าใจว่ามันเป็นสิวแล้วไปใช้ยาสิว ยาสิวจะทำให้ผื่นแบบนี้แย่ลง และถ้าใครคิดว่าเป็นผื่นแพ้ธรรมดาแล้วไปทายาแก้แพ้กลุ่มสเตียรอยด์ ผื่นแบบนี้อาจจะดีขึ้นแป๊บนึงแต่หลังจากนั้นจะเห่อขึ้นมา และ บางคนอาจจะเข้าใจว่าเป็นสิวสเตียรอย ด์ไปอีก ซึ่งการรักษาสิวสเตียรอยด์ก็เป็นการใช้ยาทาสิว สุดท้ายรักษาวนไปผื่นยิ่งแย่ลงไปเรื่อยเรื่อย
ผื่น PD คืออะไร ?
ตุ่มแดง คล้ายสิวขึ้นบริเวณรอบปาก โดยจะเว้นส่วนที่ติดกับริมฝีปาก ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุชัดเจน อาจจะมีหรือไม่มีอาการแสบคันก็ได้ หลายครั้งมักพบปัจจัยกระตุ้นดังนี้
1 การใช้ยาทายาพ่นที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ เช่น ยาทารักษาผื่นแพ้ ยาพ่นหอบหืด
2 ฟลูออไรด์ SLS ที่พบในยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปากบางยี่ห้อ
3 มิ้นต์ หรือซินนามอน ที่มักเป็นส่วนผสมในยาสีฟัน หมากฝรั่ง ลูกอมระงับกลิ่นปาก
4 ฮอร์โมน แสงแดด อากาศร้อนอากาศเย็น
5 เครื่องสำอาง สกินแคร์บางชนิด เช่น กลุ่มผลัดผิว เรตินอยด์
6 การใส่แมสก์ปิดปาก
วิธีการดูแลรักษา
1 หลีกเลี่ยง สิ่งที่กระตุ้นให้ผื่นเห่อ ทุกข้อด้ านบน👆👆👆
2 ใช้สกินแคร์ให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น
3 ยาสีฟันในไทยที่ไม่มีฟลูออไรด์และ SLS เช่น curaprox
4 ยาทา metronidazole, azelaic acid, tacrolimus, ยากิน doxycycline
รักษาแล้วหายขาดไหม ?
ผื่นหายได้แต่ก็มีโอกาสจะกลับมาเป็นอีก
*บทความนี้เป็นไปเพื่อให้ข้อมูลความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาโรคผิวหนัง การวินิจฉัยและรักษาโรคที่ถูกต้องควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษาเนื่องจากผื่นของแต่ละโรคมีหน้าตาคล้ายๆกันหากรักษาผิดวิธี อาจจะทำให้ผิวแย่ลงได้
#ผื่น #ผื่นรอบปาก #สิว
ถ้าคุณกำลังค้นว่า “เป็นสิวแถวปาก” หรือ “สิวบริเวณปาก” แล้วรักษาเท่าไหร่ก็ไม่ยุบ แถมทายาสิวแล้วแสบ แดง ลอก หรือเห่อเป็นวง ๆ รอบปาก/คาง อยากชวนลองเช็กอีกมุมว่าอาจเป็น “ผื่นรอบปาก (Perioral dermatitis)” ได้ เพราะหน้าตามันคล้ายสิวจริง ๆ (ตุ่มแดงคล้ายสิวรอบปากและคาง) แต่การดูแลคนละทางกันเลย
สังเกตแบบง่าย ๆ จากประสบการณ์ที่เจอบ่อย
- ตุ่มแดงเล็ก ๆ กระจุกตัวรอบปาก/คาง บางคนลามไปข้างจมูก
- มัก “เว้นขอบริมฝีปาก” คือมีช่องว่างเล็ก ๆ ติดริมฝีปากที่ไม่ค่อยขึ้น
- รู้สึกแสบ คัน ตึงผิว มากกว่าความมันแบบสิวอุดตัน
- ทายาสิวแรง ๆ (เช่นกลุ่มผลัดผิว/เรตินอยด์) แล้วผื่นยิ่งระคาย
- เคยทายาแก้แพ้/ครีมสเตียรอยด์แล้วเหมือนดีขึ้นแป๊บเดียว ก่อนเห่อหนักกว่าเดิม
ตัวกระตุ้นที่ควรไล่เช็กทีละข้อ (แล้วหยุดแบบค่อยเป็นค่อยไป)
1) สเตียรอยด์: ทั้งยาทาผื่น ยาพ่นหอบหืด (ละอองโดนรอบปาก) หรือครีมผสมสเตียรอยด์ที่ไม่รู้ตัว
2) ยาสีฟัน/น้ำยาบ้วนปาก: บางคนแพ้หรือระคายจากฟลูออไรด์, SLS รวมถึงกลิ่นมิ้นต์/ซินนามอน
3) เครื่องสำอาง-สกินแคร์: กลุ่มผลัดผิว AHA/BHA, เรตินอยด์, วิตามินซีเข้มข้น, ครีมหนัก ๆ อุด/ระคาย
4) การใส่แมสก์: ความอับชื้นและการเสียดสี ทำให้บริเวณรอบปากเห่อซ้ำ
5) แสงแดด อากาศร้อน-เย็น และฮอร์โมน
แนวทางดูแลแบบ “ผิวพัก” ที่ทำได้ทันที
- ลดขั้นตอน: ใช้แค่คลีนเซอร์อ่อนโยน + มอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่เรียบง่าย + กันแดดอ่อนโยน (ถ้าทาแล้วแสบมากให้ปรึกษาแพทย์)
- งดสครับ งดโทนเนอร์แรง ๆ งดแต้มสิวที่มีแอลกอฮอล์/น้ำหอมจัด
- ลองเปลี่ยนยาสีฟันไปสูตรอ่อนโยน (บางคนเลือกแบบไม่มีฟลูออไรด์และ SLS) และเลี่ยงมิ้นต์/ซินนามอนช่วงผิวเห่อ
- ใส่แมสก์ที่นุ่ม ลดเสียดสี เปลี่ยนบ่อย และล้างหน้าหลังใส่แมสก์นาน ๆ
เรื่องยาที่คนมักถาม: ทาอะไรได้บ้าง?
โดยทั่วไปแพทย์อาจพิจารณายาทากลุ่ม metronidazole, azelaic acid, tacrolimus หรือยากินอย่าง doxycycline ในบางเคส (ขึ้นกับความรุนแรงและการประเมินผิว) จุดสำคัญคืออย่าหยิบ “ยาสเตียรอยด์” มาทาเอง เพราะอาจทำให้ดีขึ้นชั่วคราวแต่กลับเห่อหนัก และวนลูปเป็นเรื้อรังได้
คำถามที่พบบ่อยอีกแบบจากคีย์เวิร์ด “ตุ่มที่น้องสาว/อวัยวะเพศชายมีตุ่มเหมือนสิว”
บริเวณอวัยวะเพศมีสาเหตุได้หลายอย่างมาก ตั้งแต่รูขุมขนอักเสบ ขนคุด ต่อมไขมัน (Fordyce spots) หูดหงอนไก่ เริม ไปจนถึงการระคายจากการเสียดสี/โกนขน ซึ่ง “หน้าตาคล้ายสิว” อย่างเดียวแยกโรคไม่ได้ ถ้ามีอาการเจ็บ แสบร้อน เป็นแผล มีน้ำใส/หนอง โตเร็ว หรือมีความเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์ แนะนำพบแพทย์ผิวหนังหรือคลินิกโรคติดต่อเพื่อประเมินตรงจุด จะปลอดภัยกว่าเดามาทายาเอง
สุดท้าย ผื่นรอบปากมักดีขึ้นได้ แต่มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำถ้ายังเจอสิ่งกระตุ้นเดิม ๆ ถ้าปรับแล้วไม่ดีขึ้นใน 2–4 สัปดาห์ หรือเห่อหนัก แสบมาก ลามไว แนะนำให้พบแพทย์เพื่อวินิจฉัยให้ชัด เพราะผื่นหลายชนิดหน้าตาคล้ายกันและรักษาผิดอาจแย่ลงได้