自動翻訳されています。元の投稿を表示する

チャーリー・カーク殺害に満足した男と共にビザを即座に取り下げる

アメリカ政府は、9月10日にユタ・バレー大学でのスピーチ中に射殺された31歳の保守活動家チャーリー・カーク氏の死を祝福された人々に対して、ビザの取り消しと拒否を開始しました。

国務長官のマルコ・ルビオはXに熱く投稿しました。「アメリカは、市民の死を祝う外国人を歓迎しません。ビザの取り消しは続いています。もしビザでアメリカにいて、公人の暗殺を喜んでいるなら、追放に備えてください。」

ルビオの声明は、米国国務副長官クリストファー・ランドーが同様の警告を発した後に出されました。ランドーは、ソーシャルメディア上で「事件を称賛または軽視する」人々に対して行動を起こすよう領事官に指示したと述べました。

キャンセルまたは拒否されたビザの数について公式に開示されていないにもかかわらず、報道によると、航空、教育、メディア界の個人がカーク氏の死を祝う投稿から停職または解雇されていることが示されています。

殺人事件では、被告である22歳のタイラー・ロビンソンは、追跡から33時間以上経過した後に逮捕され、火曜日に故意の過失致死罪を含むいくつかの他の罪状で起訴されました。ユタ州の検察官は、死刑を事件の全範囲に拡大する準備をしています。

#TheStructureの構造

#TheStructureNews

#チャーリー・カーク #右翼の活動家 #アメリカ

2025/9/18 に編集しました

... もっと見るในสถานการณ์ที่รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติมาตรการถอนวีซ่าสำหรับผู้ที่แสดงความยินดีต่อการสังหาร ชาร์ลี เคิร์ก นั้น เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงการไม่ยอมรับพฤติกรรมที่สนับสนุนความรุนแรงหรือกระทำการลอบสังหารในสังคมอเมริกัน การเคลื่อนไหวนี้สอดคล้องกับนโยบายที่มุ่งเน้นการรักษาความปลอดภัยของพลเมือง และส่งเสริมความรับผิดชอบในพฤติกรรมทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ตอนนี้กลายเป็นพื้นที่ที่มีผลกระทบอย่างมากต่อสภาพแวดล้อมทางสังคมและความมั่นคง การประกาศของรัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คริสโตเฟอร์ แลนเดา ได้สร้างความชัดเจนถึงความเข้มงวดในการจัดการกับผู้ที่แสดงอาการยินดีต่อเหตุการณ์สะเทือนใจนี้อย่างไม่เหมาะสม การถอนวีซ่าและการดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้กระทำผิดจึงเป็นหนึ่งในมาตรการเพื่อป้องกันและส่งเสริมความเคารพในสิทธิมนุษยชนและความปลอดภัยของสังคม ในแง่ของกฎหมาย การตั้งข้อหาอย่างเข้มงวดต่อผู้ต้องหา ไทเลอร์ โรบินสัน ซึ่งเผชิญข้อหาฆาตกรรมโดยเจตนาและข้อหาอื่นๆ รวมถึงการก่อเหตุรุนแรงต่อหน้าผู้เยาว์ เป็นสัญญาณทางกฎหมายที่ชัดเจนถึงความจริงจังในการรับมือกับอาชญากรรมรุนแรง โดยอัยการของรัฐยูทาห์ได้ไล่เต็มกำลังที่จะผลักดันบทลงโทษที่รุนแรงที่สุดเพื่อเป็นการยับยั้งเหตุการณ์คล้าย ๆ กันในอนาคต สำหรับผู้ที่อยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยวีซ่า หากมีพฤติกรรมหรือลงข้อความบนโซเชียลมีเดียในลักษณะที่สรรเสริญหรือดูเบาเหตุการณ์ลอบสังหาร ชาร์ลี เคิร์ก ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกถอนวีซ่าและถูกเนรเทศทันที ซึ่งสะท้อนถึงความตึงเครียดในสถานการณ์ปัจจุบันและความพยายามจากรัฐบาลในการควบคุมการแสดงออกที่อาจก่อผลเสียต่อความสงบเรียบร้อยของประเทศ เหตุการณ์นี้นอกจากจะสร้างความสนใจในระดับโลกเกี่ยวกับบทบาทของการแสดงออกทางโซเชียลและการปกป้องความปลอดภัยของพลเมืองแล้ว ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการถกเถียงอย่างลึกซึ้งในเรื่องสิทธิเสรีภาพกับความรับผิดชอบ รวมถึงบทบาทของนโยบายการอพยพและการออกวีซ่าที่เข้มงวดเพื่อปกป้องความมั่นคงของประเทศในยุคสมัยแห่งความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยีที่รวดเร็ว