สืบเนื่องจากกรณีที่ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เตรียมผลักดันนโยบายปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ โดยกำหนดเกณฑ์ให้ผู้ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วย จ่ายค่าไฟในอัตราต่ำกว่า 3 บาทต่อหน่วย แต่จะไปปรับใช้อัตราก้าวหน้าแบบขั้นบันไดในกลุ่มผู้ที่ใช้ไฟเกินเกณฑ์ที่กำหนด (เช่น เกิน 500 หน่วย) จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมอย่างกว้างขวาง ว่านโยบายดังกล่าวอาจเข้าข่าย "ผู้ที่ใช้ไฟมา กต้องแบกอุ้มผู้ที่ใช้ไฟน้อย"
ล่าสุด ประเด็นดังกล่าวได้ลุกลามเป็นข้อถกเถียงในวงกว้าง โดยมีนักการเมืองและนักวิชาการด้านพลังงานหลายรายออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านและไม่เห็นด้วยกับนโยบายของนายเอกนัฏ เนื่องจากมองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด ซ้ำเติมวิกฤต และผลักภาระให้กับกลุ่มคนชั้นกลาง โดยสามารถรวบรวมทัศนะของ 3 บุคคลสำคัญที่ออกมาเคลื่อนไหวในประเด็นนี้ ได้แก่:
🔴 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค
ได้ออกมาให้ความเห็นว่า สูตรค่าไฟใหม่ของกระทรวงพลังงานกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ "ผิดทาง" และเป็นการซ้ำเติมวิกฤตพลังงานของประเทศ การลดเกณฑ์การช่วยเหลือจากเดิม 300 หน่วย ลงมาเหลือเพียง 200 หน่วยแรกนั้น ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริงของประชาชนในปัจจุบันที่มีความจำเป็นต้องใ ช้ไฟเกินกว่านั้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ต้องรับความเสี่ยงที่ค่าไฟจะพุ่งสูงขึ้น
🔴 นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี
ได้ออกมาเบรกนโยบายดังกล่าว โดยชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างค่าไฟใหม่นี้จะทำให้ "คนชั้นกลางแบกหลังหัก" และมนุษย์เงินเดือนจะต้องรับเคราะห์โดนผลกระทบไปเต็มๆ พร้อมย้ำว่าสภาพอากาศและบริบทปัจจุบัน การที่ครอบครัวหนึ่งจะใช้ไฟฟ้าถึง 500 หน่วย ไม่ได้แปลว่าพวกเขาคือ "คนรวย" เสมอไป การจัดเก็บในอัตราที่สูงขึ้นจึงเป็นการลงดาบผิดกลุ่มเป้าหมาย
🔴 ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี (หม่อมกรกสิวัฒน์)
นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน ได้ออกมาวิเคราะห์และชำแหละสูตรค่าไฟใหม่ โดยระบุว่าหลักการของโครงสร้างนี้ยึดแนวคิดให้ "ใครใช้ไฟเยอะต้องแ บกคนใช้ไฟน้อย" ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้เข้าไปจัดการแก้ปัญหาที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าหรือสัญญาซื้อขายไฟฟ้าอย่างแท้จริง แต่กลับใช้กลไกราคามากดดัน เสมือนเป็นการ "บีบ" ให้ประชาชนต้องดิ้นรนไปกู้หนี้ยืมสินเพื่อติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านด้วยตัวเอง
แม้ทางกระทรวงพลังงานจะออกมาชี้แจงว่า นโยบายนี้ออกแบบมาเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางกว่า 23 ล้านครัวเรือน และต้องการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (Net Billing) เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองมากขึ้น แต่กระแสต่อต้านที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของสังคมระดับกลางที่มองว่าตนเองกำลังถูกทอดทิ้งให้เผชิญกับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นเพียงลำพัง ซึ่งต้องจับตาดูต่อไปว่า กระทรวงพลังงานจะมีการทบทวนโครงสร้างนี้ก่อนที่จะเริ่มบังคั บใช้จริงในรอบบิลเดือนมิถุนายนนี้หรือไม่


































ลดสวัสดิการในองค์กรลงบ้างก็ดีนะครับจะได้ไม่ขาดทุน