เป็นแร่ธาตุธรรมชาติที่มีธาตุอาหาร สูง(ผสมร่วมกับเคมี)
ลูกค้าอีสาน (สนใจแจ้งมาได้) เราได้รับการแต่งตั้งจากเคโมฟายให้สามารถทำตลาดแต่เพียงผู้เดี่ยวในอีสาน (ทั้งหมด)
เป็นผลิตภัณฑ์โพลีซัลเฟต (Polysulphate) ในรูปแบบผง (แร่โพลีฮาไลต์ธรรมชาติ 100% จากประเทศอังกฤษ)
ซึ่งประกอบด้วย 4 ธาตุอาหารหลัก และรองในรูปผงละเอียดได้แก่ กำมะถัน (SO_3 45-48%), แคลเซียม (CaO 15-17%), โพแทสเซียม (K_2O 13-14%) และแมกนีเซียม (MgO 5-6%)
จุด เด่น คือ เป็นปุ๋ยซัลเฟตแท้ ไม่มีคลอไรด์ (Low Chloride) และละลายแบบปลอดปล่อยต่อเนื่อง (Slow release) จึงปลอดภัยต่อระบบรากพืช ไม่ทำให้ดินเค็ม เหมาะอย่างยิ่งกับไม้ผลและพืชผัก โดยมีแนวทางการใช้ดังนี้
1. การใช้ในไม้ผล (โดยเฉพาะทุเรียน และไม้ผลอื่นๆ)
โพลีซัลเฟตช่วยลดปัญหาเนื้อแกน แกนเต่า (Uneven Fruit Ripening) ในทุเรียน ช่วยให้เนื้อละเอียด แน่น สีสม่ำเสมอ และเพิ่มกลิ่นหอมเฉพาะตัวจากธาตุกำมะถัน
อัตราการใช้: 1 – 3 กิโลกรัม ต่อต้น/ต่อปี (ขึ้นอยู่กับขนาดทรงพุ่มและอายุของต้น)
วิธีการและช่วงเวลาที่ใช้:
ช่วงฟื้นต้น / หลังเก็บเกี่ยว: ใส่เพื่อสะสมอาหาร เสริมสร้างระบบรากและโครงสร้างต้นร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยสูตรเสมอ
ช่วงหลังดอกบาน / พัฒนาผลผลิต: ใส่ช่วงที่ผลกำลังเจริญเติบโตเพื่อส่งเสริมการเข้าสี เ พิ่มแป้ง และเพิ่มความหวาน โดยเน้นหว่านบริเวณรอบทรงพุ่มที่มีรากหาอาหาร
2. การใช้ในพืชผัก (ผักกินใบ ผักกินผล และพืชหัว)
แคลเซียมและแมกนีเซียมในโพลีซัลเฟตจะช่วยให้ผนังเซลล์ของผักแข็งแรง ลดอาการใบไหม้ (Top burn) ผักกรอบ น้ำหนักดี และเก็บรักษาได้นานขึ้นหลังเก็บเกี่ยว
อัตราการใช้: 20 – 40 กิโลกรัม ต่อไร่ (หรือประมาณ 50 – 100 กรัม ต่อตารางเมตร)
วิธีการและช่วงเวลาที่ใช้:
ช่วงเตรียมดิน: เนื่องจากเป็นชนิดผง สามารถนำไปคลุกเคล้ากับดินในแปลงปลูกตอนเตรียมดินร่วมกับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักได้เลย เพื่อให้ธาตุอาหารค่อยๆ ปลดปล่อยตลอดอายุการเก็บเกี่ยว
ช่วงเจริญเติบโต: สามารถใช้หว่านรอบโคนต้นหรือระหว่างแถวผักในช่วงที่พืชต้องการธาตุอาหารรองสูง
💡 ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับการใช้งาน ชนิดผง (Powder)
การผสมปุ๋ย: สามารถนำไปผสมคลุกเคล้ากับปุ๋ยอินทรีย์ เคมีสูตรหลัก (N-P-K) เพื่อลดขั้นตอนการหว่าน และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมธาตุอาหารของพืชให้ครบถ้วนยิ่งขึ้น
การละลาย: โพลีซัลเฟตชนิดผงจะละลายได้เร็วกว่าชนิดเม็ด แต่ยังคงคุณสมบัติทยอยปลดปล่อยธาตุอาหารอยู่ ควรใส่ในช่วงที่ดินมีความชื้นหรือมีการให้น้ำตาม เพื่อให้พืชดึงไปใช้ประโยชน์ได้สูงสุด















