17/6/69 “หมอวรงค์” ค้านบำนาญ สส. ตลอดชีพ ตั้งผู้ช่วย สส. 8 คน
วันที่ 17 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี แถลงคัดค้านกรณีคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร มีมติทบทวนการจ่ายบำนาญอดีตสมาชิกรัฐสภาตลอดชีพ โดยกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งรวมกันตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไปมีสิทธิได้รับบำนาญ รวมทั้งยังคงจำนวนผู้ช่วย สส. ไว้ที่ 8 คน
นพ.วรงค์ ระบุว่า มติดังกล่าวขัดต่อความรู้สึกของประชาชนอย่างรุนแรง เพราะผู้แทนที่อ้างว่าทำงานเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน กลับผลักดันเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองรุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่
หัวหน้าพรรคไทยภักดีมองว่า ต้นตอของปัญหามาจากระบบการเมืองแบบ “บ้านใหญ่” ที่ใช้เงินทุนเข้ามาดูแลนักการเมืองและหัวคะแนน เมื่อพ้นจากตำแหน่งหรือสอบตกเลือกตั้ง ก็ผลักภาระมาให้ประชาชนต้องจ่ายผ่านกองทุนหรือสวัสดิการสำหรับอดีตสมาชิกรัฐสภา
“ผมขอท้าว่า ทุกวันนี้ยังมีนายทุนบ้านใหญ่จ่ายเงินดูแล สส. รายเดือนอยู่ เมื่อหมดอำนาจหรือสอบตก ก็ต้องหันมาใช้ภาษีประชาชนเลี้ยงดูนักการเมืองต่อ ถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง” นพ.วรงค์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังวิจารณ์การคงจำนวนผู้ช่วย สส. ไว้ 8 คน ว่าเป็นอีกกลไกหนึ่งของระบบบ้านใหญ่ โดยบางส่วนถูกใช้เป็นโคว ตาทางการเมืองเพื่อดูแลผู้สมัครที่สอบตกหรือเครือข่ายทางการเมือง แทนที่จะคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนและประสิทธิภาพการทำงานอย่างแท้จริง
นพ.วรงค์ เรียกร้องให้ สส. ทุกคนแสดงความเสียสละและตระหนักว่าหน้าที่สำคัญคือการเป็นตัวแทนของประชาชน ไม่ใช่การแสวงหาสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม พร้อมเสนอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนโดยตรง ว่าต้องการให้มีบำนาญ สส. ตลอดชีพ และผู้ช่วย สส. จำนวนมากเช่นนี้หรือไม่
พร้อมยกตัวอย่างว่า สส. หลายคนสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยมีผู้ช่วยเพียง 2-3 คน เช่นเดียวกับตนเอง จึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องใช้งบประมาณจำนวนมากจากภาษีประชาชนในเรื่องดังกล่าว
เรื่องบำนาญและจำนวนผู้ช่วย ส.ส. เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากในแวดวงการเมืองไทย เห็นด้วยกับคุณหมอวรงค์ที่สะท้อนความรู้สึกของประชาชนอย่างตรงไปตรงมา เพราะระบบการเมืองบ้านใหญ่ที่ใช้นายทุนสนับสนุน ส.ส. รายเดือนก่อนหน้านี้ ส่งผลให้เกิดปัญหาการแสวงหาสิทธิประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าการทำงานเพื่อประชาชนจริง ๆ ในมุมมองของผู้ที่ติดตามข่าวสารการเมืองและมีประสบการณ์ด้านการเมืองท้องถิ่น พบบ่อยครั้งที่การตั้งผู้ช่วย ส.ส. จำนวนมากเกินไป ไม่ได้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่กลายเป็นการจัดสรรตำแหน่งให้กับเครือข่ายหรือผู้สมัครที่สอบตกมากกว่า ซึ่งทำให้ต้นทุนทางภาษีสูงโดยไม่เกิดผลประโยชน์ต่อประชาชนที่แท้จริง การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเป็นเรื่องที่จำเป็น เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณเกี่ยวกับ ส.ส. และบำนาญนั้นสอดคล้องกับความต้องการของคนในสังคมจริง ๆ หลายครั้งที่ ส.ส. บางคนปฏิบัติงานได้ดีโดยมีผู้ช่วยเพียง 2-3 คนก็เพียงพอแล้ว ซึ่งตรงกับกรณีที่ นพ.วรงค์ ได้ยกตัวอย่าง ดังนั้น การวางระบบบำนาญและผู้ช่วย ส.ส. ควรคำนึงถึงความคุ้มค่าของภาษีประชาชน และลดการใช้ระบบที่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มนักการเมืองในบ้านใหญ่ เพื่อให้การเมืองไทยก้าวหน้าและตอบสนองผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

























