ลูกหม่อน
ช่วงที่ลูกหม่อนออกผลเยอะๆ เรามักจะทำได้หลายอย่าง ทั้งน้ำลูกหม่อนและไวน์ลูกหม่อน พอทำบ่อยๆ เลยอยากมาแชร์มุมที่คนค้นหากันเยอะ คือ “ไวน์ลูกหม่อนสรรพคุณ” กับ “วิธีการหมักไวน์” แบบที่มือใหม่ทำตามได้จริง (และลดโอกาสพลาด) ไวน์ลูกหม่อนสรรพคุณ/ข้อดีที่คนชอบพูดถึง ลูกหม่อนเป็นผลไม้สีเข้ม กลุ่มนี้โดยทั่วไปจะมีสารแอนโทไซยานินและสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งหลายคนชอบเชื่อมโยงกับการดูแลผิวและความสดชื่นของร่างกาย ส่วนบางคนดื่มไวน์ลูกหม่อนเพราะรู้สึก “สบายท้อง/ผ่อนคลาย” มากกว่าไวน์บางชนิด แต่ขอแชร์แบบตรงๆ ว่าไวน์ก็คือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควรดื่มพอเหมาะ และไม่ควรดื่มเพื่อหวังผลด้านสุขภาพเป็นหลัก ถ้าตั้งใจเอาสารดีๆ จริงๆ น้ำลูกหม่อนแบบไม่ผสมแอลกอฮอล์จะตอบโจทย์กว่า วิธีการหมักไวน์ลูกหม่อนแบบง่ายๆ ที่บ้าน 1) เตรียมวัตถุดิบ: ลูกหม่อนสุก (ยิ่งสุกยิ่งหวาน กลิ่นชัด), น้ำตาล, น้ำสะอาด (ถ้าลูกหม่อนฉ่ำมากอาจไม่ต้องเติมเยอะ), ภาชนะหมักฝาปิด/ขวดโหลแก้ว และผ้าสะอาด 2) ล้างและคัดผล: คัดผลที่ไม่ช้ำหรือมีราออกให้หมด จุดนี้สำคัญมากเพราะทำให้กลิ่นเสียได้ 3) บี้/บดลูกหม่อน: บี้พอแตกเพื่อให้น้ำออก ไม่ต้องละเอียดมาก 4) ใส่น้ำตาล: ทำแบบค่อยๆ ใส่แล้วชิมความหวานได้ (เพราะความหวานจะลดลงตอนหมัก) ถ้าหวานน้อยไป ไวน์อาจบางและเปรี้ยวเด่น 5) หมักรอบแรก: ใส่โหล ปิดปากด้วยผ้าหรือฝาหลวมๆ ให้ระบายแก๊สได้ วางในที่อุณหภูมิคงที่ ไม่โดนแดด ช่วง 3–7 วันแรกจะเห็นฟองและกลิ่นผลไม้ชัด คอยคนวันละครั้งด้วยช้อนสะอาด 6) กรองกาก: เมื่อกลิ่นเริ่มออกแนวไวน์และฟองลดลง ให้กรองแยกน้ำออกจากกาก แล้วเทกลับไปหมักต่อในขวดที่ปิดได้แน่นขึ้น (แต่ยังต้องระวังแรงดันถ้ามีแก๊ส) 7) หมักบ่ม: บ่มต่ออีกประมาณ 2–4 สัปดาห์ (หรือมากกว่านั้นถ้าอยากให้กลมกล่อม) พอเริ่มใสขึ้นและกลิ่นนุ่มลง ค่อยย้ายใส่ขวดเก็บ ทริคที่ช่วยให้ไวน์หอมและไม่เสียง่าย - ความสะอาดคือหัวใจ: ลวก/นึ่งอุปกรณ์ให้สะอาดและแห้งก่อนใช้ ลดโอกาสกลิ่นเปรี้ยวผิดปกติ - อย่าหมักร้อนหรือโดนแดด: ความร้อนทำให้กลิ่นเพี้ยนได้ง่าย - ถ้ากลิ่นเหม็นอับ/เหม็นเน่า ให้หยุดดื่ม: ไวน์ที่หมักเสียไม่ควรเสี่ยง ถ้าใครไม่อยากได้แอลกอฮอล์ แต่ยังอยากได้รสลูกหม่อน แนะนำทำ “น้ำลูกหม่อน” คู่กันเลย แช่เย็นไว้ดื่ม จะได้รสสดชื่นและใช้ลูกหม่อนได้คุ้มมาก

































