39. He who approaches is not freed; he who does not approach is freed.
39. He who approaches is not freed; he who does not approach is freed.
จากคำสอน "ผู้เข้าไปหาเป็นผู้ไม่หลุดพ้น ผู้ไม่เข้าไปหาย่อมหลุดพ้น" ผมได้น้อมนำมาปฏิบัติในชีวิตประจำวันอย่างจริงจัง พบว่าการไม่ยึดติดหรือไม่เข้าไปหาความยินดีในสิ่งต่าง ๆ เป็นการฝึกจิตใจให้สงบและมีสติในทุกการกระทำ ในชีวิตจริง เรามักประสบปัญหากับการติดยึดกับสิ่งที่เป็นรูปธรรม เวทนา สัญญา และสังขาร ซึ่งเมื่อเราเข้าไปหาสิ่งเหล่านี้ด้วยราคะหรือความยินดี จะทำให้เกิดความทุกข์และไม่หลุดพ้นอย่างแท้จริง แต่เมื่อเราหลีกเลี่ยงและไม่ยึดถือสิ่งเหล่านี้ จิตใจจะมีความสงบและเข้าถึงความหลุดพ้นได้ง่ายขึ้น เทคนิคที่ผมใช้นอกจากการเจริญสติแล้ว คือการสำรวจตนเองอย่างสม่ำเสมอว่า “เรายังเข้าไปหาหรือยึดติดกับอะไรอยู่หรือไม่” เมื่อเห็นว่ามีจิตเข้าไปหายึดถือ ก็จะปล่อยวางอย่างไม่ฝืนใจ แต่ด้วยความเข้าใจและเมตตาต่อนิ่งๆในใจ การเว้นจากราคะในรูป เวทนา สัญญา และสังขาร ตามข้อความในพุทธวจน ถือเป็นการละความปรุงแต่งทั้งปวงที่เป็นที่ตั้งของวิญญาณและก่อให้เกิดการงอกงามอย่างแท้จริง ในมุมมองของผม นี่คือการสร้างอิสระภาพภายใน ที่ให้เราสามารถพ้นจากทุกข์และความยึดโยงที่ไม่จำเป็น นอกจากนี้ ผมยังเห็นว่าการนำคำสอนนี้มาปรับใช้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความเพียรและความรู้ความเข้าใจลึกซึ้ง แต่เมื่อได้ทดลองปฏิบัติแล้วจะสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่งในด้านจิตใจที่สงบลง และความรู้สึกว่าชีวิตมีความหมายมากขึ้น สำหรับผู้ที่กำลังแสวงหาหนทางหลุดพ้นจากวัฏจักรแห่งความทุกข์ การไม่เข้าไปหาสิ่งที่เป็นราคะและการไม่ยึดติดกับรูป เวทนา สัญญา สังขาร เป็นแนวทางปฏิบัติที่สำคัญและควรศึกษาทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพื่อการเจริญงอกงามไพบูลย์ของจิตใจและการดำรงอยู่ในพรหมจรรย์อย่างแท้จริง