Stranger Things: Tales from ‘85 (2026)

ถ้าพูดถึงหนึ่งในแฟรนไชส์ Sci-Fi ยุคนี้ที่น้อยคนนักจะไม่รู้จัก ชื่อของโลกกลับด้าน The Upside Down และกลุ่มเด็กปั่นจักรยานแห่งเมือง Hawkins อย่าง Stranger Things ต้องลอยเข้ามาในหัวเป็นชื่อแรกๆ แน่นอนครับ ล่าสุดจักรวาลนี้ได้ขยับขยายก้าวข้ามจากเวอร์ชันคนแสดง มาสู่รูปแบบการ์ตูนแอนิเมชั่นสุดคลีนในชื่อ Stranger Things: Tales from '85 ซึ่งบอกได้คำเดียวเลยว่า ทำถึงและตอบโจทย์ทั้งแฟนเดนตายรวมถึงผู้ชมหน้าใหม่ได้อย่างยอดเยี่ยมเลยทีเดียว

.

สำหรับเส้นเรื่องและช่วงเวลาของ Stranger Things: Tales from '85 นั้น หากลองเทียบเคียงกับซีรีส์ภาคคนแสดง ตัวอนิเมะจะพาทุกคนย้อนกลับไปในช่วงคาบเกี่ยวและเติมเต็มช่องว่างของ ซีซั่น 3 โดยเรื่องราวในครั้งนี้จะเล่าถึงภารกิจครั้งใหม่ของ แอล (Eleven) และผองเพื่อนแก๊งจักรยาน ที่ต้องเผชิญหน้ากับความผิดปกติครั้งใหม่ที่คืบคลานเข้ามาในโรงเรียน Hawkins และบริเวณรอบเมือง เมื่อจู่ๆ สัตว์ร้ายจากโลกกลับด้านหลุดรอดออกมาปั่นป่วนอีกครั้ง จากการทดลองของมนุษย์ ทว่าครั้งนี้มันไม่ได้มาในรูปแบบภัยคุกคามที่น่ากลัวจนนอนไม่หลับ แต่มาพร้อมกับปมปริศนาและ เควสที่เด็กๆ ต้องร่วมมือกันแก้ไขแบบเป็นขั้นเป็นตอน

.

ในฐานะคนที่ชอบและผูกพันกับเวอร์ชันคนแสดงอยู่แล้ว พอเปลี่ยนฟอร์แมตมาเป็นแอนิเมชั่น ตอนแรกก็แอบลุ้นว่าจะรอดไหม แต่พอดูจบพูดได้เต็มปากเลยว่าไม่มีความผิดหวังครับ ตัวแอนิชั่นมอบความสนุกสนานเพลิดเพลินในระดับที่ ผู้ใหญ่ดูได้ เด็กดูดี ด้วยความที่เป็นภาพการ์ตูน ทำให้อารมณ์ความสยองขวัญหรือความน่ากลัวของพวกสัตว์ประหลาดดูลดทนลงมาหน่อย ไม่ได้แหวะหรือกดดันเท่าเส้นเรื่องหลัก แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือบทเขายังคงรักษาลายเซ็นเดิมไว้ครบถ้วน มีเหตุมีผล มีการกระจายบทให้ตัวละครได้ทำภารกิจแก้ปริศนา แทบจะถอดดีเอ็นเอของซีรีส์หลักมาเลย

.

นอกจากเรื่องลี้ลับและตัวประหลาดแล้ว สิ่งที่แอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำได้ท็อปฟอร์มมาก คือการสอดแทรกประเด็นเรื่อง มิตรภาพ ความผูกพันของเพื่อน และครอบครัว เข้ามาได้อย่างละมุนละไม มันมีบทเรียนชีวิตดีๆ และข้อคิดที่เหมาะสำหรับน้องๆ หนูๆ หรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่อย่างเราให้ได้ฉุกคิดอยู่ตลอดเวลาตลอดการผจญภัยของพวกเขา

.

ถ้าพูดกันตามตรงในแง่ของบทฝั่งสืบสวน เรื่องราวมันอาจจะไม่ได้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนอะไรมากมายครับ สายดูหนังบ่อยๆ แอบเดาได้ไม่ยากเลยว่าใครคือตัวร้ายที่แท้จริงเบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด แต่จุดเด่นที่ต้องชมคือ การบิ้วอารมณ์"งานภาพ ดนตรีประกอบ และจังหวะการเล่าเรื่องมันทรงลงตัวมาก จนบีบให้เราอินและอยากเอาใจช่วยเด็กๆ ให้ทำภารกิจสำเร็จอยู่ดี แถมภาคนี้ยังมีลูกเล่นใหม่ๆ รวมถึงการเปิดตัวละครใหม่เข้ามาเสริมทัพ ทำให้การตีแผ่ประเด็นสารที่หนังอยากสื่อทำได้กว้างและมีมิติขึ้นไปอีก

.

แต่แอบมีจุดให้แซวขำๆ อยู่จุดเดียว คือในช่วงไคลแมกซ์ตอนท้ายที่แอลต้องออกโรงต่อสู้ บอกเลยว่าถ้าในซีรีส์หลักน้องเก่งและโชว์เหนือได้ขนาดนี้ ซีซั่นต่อๆ ไปคงไม่ต้องเหนื่อยสู้กันยาวละครับ เพราะฟาดพลังโหดฉลุยมาก ถ้าเป็นเวอร์ชันคนแสดงใช้พลังเบอร์นี้เลือดกำเดาคงไหลหมดตัวไปแล้วแน่ๆ แต่ก็นะ... ขึ้นชื่อว่าเป็นแอนิเมชั่นแนวนี้ เราอย่าไปจับผิดหรือคิดอะไรกับมันเยอะเลยครับ ปล่อยจอยเอนจอยไปกับความสนุก ความตื่นตาตื่นใจ และเนื้อหาหลักที่เขาตั้งใจมอบให้ก็คุ้มค่ามากๆ แล้ว

.

สรุปเลยแล้วกัน สำหรับ Stranger Things: Tales from '85 ถือเป็นของดีบน Netflix ที่ไม่อยากให้ทุกคนมองข้ามเลยจริงๆ เอาคะแนนความสนุกและประทับใจไปเลยที่ 4/5 คะแนน มาร่วมลุ้นกันว่าพวกสัตว์ประหลาดเหล่านี้หลุดมาได้ยังไง แอลและผองเพื่อนจะก้าวผ่านอุปสรรคและเติบโตขึ้นไปอีกขั้นได้อย่างไร อ้อ! แล้วสิ่งยึดมั่นความเจ๋งอีกอย่างคือ ตัวซีรีส์ทิ้งท้ายฉากจบไว้แบบนี้ ยังไงก็ต้องมีซีซั่น 2 แน่นอน ซึ่งล่าสุดก็แว่วๆ มาว่าซีซั่น 2 มีกำหนดการจะปล่อยมาให้เราชมกันในช่วง Fall นี้แล้วด้วย เพราะฉะนั้นใครที่ยังไม่ได้เก็บภาคแรก รีบกดเข้าไปดูใน Netflix ให้จบด่วนๆ เลยครับ จะได้รอดูภาคต่อแบบไม่ขาดตอน

.

อยากให้เรารีวิวหนังหรือซีรี่ส์อะไรก็พิมพ์คอมเม้นกันมาได้เลยจ้า แล้วเรื่องหน้าจะเป็นอะไรไว้พวกเรา Watch Friends จะกลับมาเล่าแบบเพื่อน…เพื่อนที่สุดให้ฟังนะครับ

NpT.

#lemon8review #lemon8บันเทิง #หนังน่าดู #รีวิวหนัง #strangerthingstalesfrom85

5/21 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมหลังจากที่ได้ดู Stranger Things: Tales from '85 ผมรู้สึกว่านี่เป็นการขยายจักรวาล Stranger Things ที่ทำได้อย่างน่าประทับใจจริงๆ เพราะอนิเมชั่นช่วยลดความน่ากลัวลง ทำให้เด็กดูได้โดยไม่สะดุ้งกลัว แต่ยังคงเสน่ห์ลึกลับจากโลก The Upside Down ไว้อย่างครบถ้วน พอดูไปแล้วจะเห็นได้เลยว่าทีมผู้สร้างตั้งใจรักษาเสน่ห์ดั้งเดิมของซีรีส์ไว้ ทั้งความร่วมมือแก้ปริศนาและมิตรภาพที่อบอุ่นระหว่างตัวละคร นอกจากนี้ภาคนี้ยังแทรกประเด็นครอบครัวและมิตรภาพได้อย่างละมุน ซึ่งผมคิดว่าทำให้ซีรีส์มีความหลากหลายมากขึ้น และเข้าถึงอารมณ์ผู้ชมได้ทุกวัย อีกข้อน่าสนใจคือ การนำเสนอเนื้อเรื่องระหว่างซีซั่น 3 แบบเติมเต็มช่องว่างเหตุการณ์ ทำให้แฟนเดนตายได้เข้าใจความต่อเนื่องดีขึ้น และด้วยการบิ้วอารมณ์ของดนตรีประกอบและภาพอนิเมชั่นที่ลงตัว ทำให้ผมรู้สึกอินและอยากติดตามผจญภัยของแอลและแก๊งค์จักรยานมากขึ้น แม้บางจังหวะจะมีการแสดงพลังของแอลที่เกินจริงเล็กน้อย แต่ก็ไม่ใช่ประเด็นใหญ่เมื่อเทียบกับความสนุกโดยรวม สำหรับใครที่ยังไม่เคยดู Stranger Things: Tales from '85 ผมแนะนำให้เริ่มดูภาคนี้บน Netflix เพราะมันเหมาะทั้งกับแฟนๆ ที่อยากเปิดประสบการณ์กับจักรวาลในรูปแบบใหม่ และผู้ชมหน้าใหม่ที่อยากรู้จักเรื่องราวของโลกกลับด้านอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะเมื่อซีซั่น 2 ของอนิเมชั่นใกล้จะมาในฤดูใบไม้ร่วงนี้ การเก็บรายละเอียดจากภาคแรกจะทำให้การติดตามต่อเนื่องไม่สะดุดแน่นอน

ค้นหา ·
รีวิวstranger thing 4 ภาค