หากมีใครตบหน้าเรา (ขออย่าให้เกิดเลย!) เราก็พูดได้ไม่ผิดว่า "เขาทำร้ายเรา" ไม่ว่าใครจะตบ ตบเมื่อไหร่ หรือตบตอนเรามีอารมณ์แบบไหน ผลก็ไม่ต่างกัน แรงตบของเขาเท่ากับความเจ็บของเรา
ทว่า ความปวดทางใจและทางอารมณ์ที่เกิดขึ้น เราไม่อาจโทษการกระทำของคนอื่นได้ตรง ๆ อย่างนั้น ยกตัวอย่าง เป็นเรื่องธรรมดาที่เรามักพูดว่า "เขาทำให้ฉันโกรธ" แต่เราจะโกรธหรือไม่ แล้วถ้าโกรธ จะแรง แค่ไหน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วอยู่ในตัวเราเอง
บุคลิกภาพของเรา อย่างเราโกรธง่ายแค่ไหน ย่อมเป็นปัจจัยส่วนหนึ่ง อารมณ์ในขณะถูกยั่วยุเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ความรู้สึกที่มีต่อคนที่พูดหรือทำสิ่งที่เราไม่เห็นด้วยก็เป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มเติม และที่อาจจะสำคัญที่สุดคือ เราได้พัฒนาสติ ความอดทน และเมตตาไว้มากน้อยเพียงใด
การกระทำหรือคำพูดของคนอื่นเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดความโกรธ แต่ไม่ใช่ต้นตอแท้จริง
ต้นเหตุอันแท้จริงคือตัณหา ซึ่งแสดงออกด้วยการยอมรับไม่ได้เวลาที่ไม่ได้อะไรตามใจอยาก หรือไม่ได้สิ่งที่คิดว่าควรจะได้
การโทษคนอื่นหรือเหตุการณ์ภายนอกว่าทำให้เกิดอารมณ์ลบ มาจากการไม่ได้พิจารณาให้ละเอียดพอว่าเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ
คำสอนของ พระพุทธองค์ไม่ใช่ข้อบังคับทางศีลธรรมว่า "จงทำอย่างนี้!" "อย่าทำอย่างนั้น!" ทว่าสอนให้เราพัฒนาปัจจัยให้เกิดการเห็นอย่างแจ่มชัด และสังเกตว่าการเห็นที่แจ่มชัดนั้นเอื้อให้เราตอบสนองต่อสถานการณ์อันยุ่งยากด้วยปัญญาอย่างดีที่สุด
ธรรมะคำสอน โดย พระอาจารย์ชยสาโร
แปลถอดความ โดย ปิยสีโลภิกขุ






