พระพุทธองค์ทรงหลีกเลี่ยงการถกเถียงเชิงปรัชญาด้วยเหตุผลในทางปฏิบัติ ทรงเปรียบว่า ชีวิตนั้นสั้นเหมือน ‘หยาดน้ำค้างกลางแดด’ เพราะฉะนั้น เราควรเลือกให้ดีว่าจะใช้เวลาและความพยายามของเราไปกับอะไร เกณฑ์ที่ควรใช้คือ สิ่งนั้นช่วยให้เราก้าวหน้าบนเส้นทางสู่การหลุดพ้นได้มากน้อยแค่ไหน หรืออย่างน้อย ก็ไม่ทำให้เราหลงทาง พระพุทธองค์ทรงเห็นว่า การถกเถียงเรื่องความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลายที่นิยมกันในสมัยพุทธกา ล ไม่ผ่านเกณฑ์นี้
การสังเกตของพระพุทธองค์ที่ลึกซึ้งที่สุด แฝงด้วยการท้าทายอยู่เสมอ นั่นคือ ดูให้ลึกลงไปอีก ทรงสรุปความเชื่อและทัศนะต่างๆ ในสมัยนั้น ทั้งความเห็นว่าสิ่งทั้งหลายเที่ยงแท้ถาวร และความเห็นว่าตายแล้วดับสูญ ซึ่งก็ยังมีอยู่ในปัจจุบัน และตรัสว่าทัศนะเหล่านี้ทั้งหมดล้วนตั้งอยู่บนการยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ว่าเป็นตัวเราของเรา
แทนที่จะถกเถียงกับคำสอนตามความเชื่อและหลักปรัชญา พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราดูด้วยตัวเราเอง ให้เห็นธรรมชาติของกายและใจ ค้นหาเพื่อทำความเข้าใจว่าฐานของความเชื่อเราคืออะไร มีความขึ้นยู่กับเหตุปัจจัยอย่างไร
ธรรมะคำสอน โดย #พระอาจารย์ชยสาโร
แปลถอดความ โดย ศิษย์ทีมสื่อดิจิทัลฯ







