❤️รีวิวหนังสือ :The Red Book of MANIFEST วาจาประกาศิต
📕อนาคตของคุณ
อาจเริ่มต้นจากคำที่พูดกับตัวเองทุกวัน
.
.
.
.
จักรวาลไม่ได้มีหน้าที่สร้างฝันแทนคุณ
หน้าที่นั้นเป็นของคนที่ลงมือสร้างมันด้วยตัวเอง
.
.
บางทีชีวิตไม่ได้ติดเพราะเราไม่มีโอกาส
.
แต่อาจติดอยู่ที่คำที่เราพูดกับตัวเองซ้ำ ๆ ทุกวัน
.
วันนี้ได้อ่าน หนังสือเล่มใหม่ ของ คุณคิดมาก
หนั งสือ The Red Book of MANIFEST วาจาประกาศิต
.
จบแล้ว สิ่งที่ติดอยู่ในหัวมากที่สุด
ไม่ใช่เรื่องการขออะไรจากจักรวาล
.
แต่เป็นเรื่องง่ายกว่านั้นมาก
.
“คำพูดที่เราใช้กับตัวเองทุกวัน กำลังค่อย ๆ สร้างทิศทางชีวิตโดยไม่รู้ตัว”
.
.
.
มีอยู่หลายช่วงที่อ่านแล้วรู้สึกว่า เออ…
ที่ผ่านมาเราพูดกับตัวเองแรงเกินไปเหมือนกัน
.
.
อย่างเวลางานไม่เป็นใจ
เราชอบพูดว่า “ช่างมัน” “ยังไงก็ไม่ได้” “คงไม่เหมาะกับเรา”
.
.
.
คำพวกนี้ดูเหมือนพูดเล่น
แต่ถ้าพูดซ้ำทุกวัน มันเริ่มไม่ใช่แค่คำพูดแล้ว
.
มันกลายเป็นวิธีมองตัวเอง
สิ่งที่แอดสรุปมาให้จากเล่มนี้ คร่าวๆ
.
1. สมองสนใจสิ่งที่เราให้ความสำคัญ
.
ในเล่มพูดถึงระบบคัดกรองข้อมูลในสมอง
.
อ่ านตรงนี้แล้วนึกถึงเวลาเราสนใจรถรุ่นหนึ่งขึ้นมา
จากที่แทบไม่เคยเห็น อยู่ดี ๆ กลับเห็นเต็มถนน
ไม่ได้แปลว่ารถรุ่นนั้นเพิ่งเพิ่มขึ้น
แค่สมองเริ่มมองเห็นมัน
.
เป้าหมายชีวิตก็น่าจะคล้ายกัน
.
ถ้าเราไม่เคยบอกตัวเองให้ชัดว่าอยากไปทางไหน
สมองก็ไม่มีเหตุผลต้องช่วยมองหาโอกาสทางนั้น
.
2. อยากได้อะไร ต้องพูดให้ชัดกว่าคำว่า อยากมีชีวิตดีขึ้น
.
ตรงนี้ชอบมาก
.
.
คำว่า “อยากรวย”
“อยากมีความสุข”
“อยากประสบความสำเร็จ”
.
ฟังดูดี แต่กว้างมาก
.
พอถามต่อว่า
รวยแค่ไหน
ชีวิตแบบไหนถึงเรียกว่าดี
งานแบบไหนที่อยากตื่นมาทำ
.
หลายครั้งเรากลับตอบไม่ได้
อ่านแล้วรู้สึกว่า บางทีปัญหาไม่ได้อยู่ที่เราไม่มีเป้าหมาย
แต่อยู่ที่เป้าหมายยังเบลอเกินไป
.
3. คำพูดที่ใช้ได้จริง ต้องไม่ฝืนตัวเอง
.
อีกอย่างที่ชอบคือ ไม่จำเป็นต้องพูดประโยคเวอร์ ๆ ให้ตัวเองเชื่อ
.
ถ้าตอนนี้ยังไม่เชื่อว่า
“ฉันเป็นคนที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก”
.
พูดไปก็รู้สึกปลอม
.
ประโยคอย่าง
“ฉันกำลังพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น”
หรือ “ฉันกำลังสร้างชีวิตที่อยากมี”
.
กลับรู้สึกจริงกว่า และพาเราไปต่อได้มากกว่า
.
4. จุดที่สะดุดที่สุดคือเรื่อง 15 นาที กับอีก 23 ชั่วโมง
.
สมมติเรานั่งพูด Affirmation ตอนเช้า 15 นาที
.
แต่หลังจากนั้นทั้งวันกลับพูดว่า
“เหนื่อยชิบหาย”
“ชีวิตแม่งแย่”
“ทำไปก็ไม่ได้อะไร”
.
แบบนี้ 15 นาทีแรกคงสู้คำที่พูดกับตัวเองอีกทั้งวันไม่ได้
.
ตรงนี้ทำให้เริ่มสังเกตเลยว่า
บางประโยคที่พูดติดปาก เรากำลังป้อนมันเข้าหัวตัวเองทุกวันหรื อเปล่า
.
5. อย่าเอา Manifest ไปใช้ควบคุมคนอื่น
.
แทนที่จะหวังว่า
ขอให้เขารักเรา
.
มันพากลับมาที่
“ขอให้เราเลือกความสัมพันธ์ที่ดีต่อตัวเอง”
จากเดิมที่ฝากผลลัพธ์ไว้กับอีกคน
เรากลับมาจัดการสิ่งที่อยู่ในมือเราได้
.
มุมนี้ใช้ได้ทั้งความรัก งาน และความสัมพันธ์ทั่วไปเลย
.
6. ความขอบคุณไม่ได้มีไว้แกล้งทำว่าชีวิตดี
.
แต่พออ่านแล้ว ความหมายมันใกล้กับการฝึกสมองให้ไม่จ้องแต่สิ่งที่ขาด
.
ชีวิตยังมีปัญหาเหมือนเดิม
เพียงเราเริ่มเห็นด้วยว่า วันนี้ยังมีอะไรที่ดีอยู่บ้าง
.
มันไม่ได้แก้ปัญหาแทนเรา
แต่ช่วยไม่ให้ปัญหาหนึ่งเรื่องกลืนทั้งวันไปหมด
.
7. สุดท้าย คำพูดต้องไปจบที่การลงมือทำ
.
อันนี้สำคัญที่สุดสำหรับแอด
.
ถ้าพูดทุกวันว่าอยากมีชีวิตแบบหนึ่ง
แต่กิจวั ตรยังเหมือนเดิมทุกอย่าง
.
ผลลัพธ์ก็คงยากจะเปลี่ยน
.
คำพูดช่วยกำหนดทิศทาง
ความคิดช่วยให้มองเห็นทาง
แต่สุดท้ายเรายังต้องเดินเอง
.
และสุดท้าย ในท้ายที่สุด
.
สิ่งที่ได้กลับมามากกว่า
เป็นการระวังคำที่ใช้กับตัวเอง
.
ถ้าเราพูดกับตัวเองว่าไม่มีทาง
สุดท้ายเราอาจเลิกมองหาทางตั้งแต่ต้น
.
ถ้าเราบอกตัวเองให้ชัดว่าอยากไปไหน
อย่างน้อยเราจะเริ่มเห็นว่า วันนี้ควรขยับตรงไหนก่อน
.
คำพูดอาจไม่ได้เสกอนาคตให้เรา
แต่มันมีส่วนมากในการกำหนดว่า เราจะกล้าเดินไปหาอนาคตแบบไหน
.
.
.
.
หนังสือ :The Red Book of MANIFEST วาจาประกาศิต
ผู้เขียน : คิดมาก
สำนักพิมพ์: สำนักพิมพ์วีเลิร์น
.
เพื่อนๆคนไหนสนใจรอไปหามาอ่านกันได้เลย
คาดว่า น่าจะวางขายเร็วๆนี้
#ป้ายยากั บlemon8 #รีวิวหนังสือ #อ่านตามlemon8 #หนังสือพัฒนาตนเอง #หนังสือน่าอ่าน
































































🥰