มนุษย์พร้อมกิน

•มนุษย์พร้อมกิน_Agustina Bazterrica

•นันทวัน เติมแสงศิริศักดิ์ แปล

__

“มนุษย์นั้นซับซ้อน ความดีความชั่วมันขัดแย้งกันเมื่อคำนึงถึงสภาพความเป็นอยู่ของเราทุกวันนี้ มันน่าทึ่งนะการดำรงอยู่ของเราคงหม่นหมองน่าดูถ้าเราทุกคนปราศจากข้อบกพร่อง”

“ถ้างั้นทำไมคุณถึงบอกว่ามันเป็นสิ่งชั่วร้ายล่ะ”

“เพราะว่ามันชั่วร้ายนะสิ แต่ที่เหลือเชื่อคือเรายอมรับการกระทำที่สุดโต่งของเรา และะทำมันให้เป็นเรื่องปกติ เราโอบรับแก่นแท้ดั้งเดิมของเรา”_น.157

จะเป็นยังไงหากเนื้อทุกชนิดสำหรับการบริโภคโดยปกติของมนุษย์กลายเป็นพิษจากการแพร่ระบาดของโรคสายพันธุ์ใหม่ เหลือเนื้อเพียงชิดเดียวเท่านั้นที่รอดพ้น นั่นคือมนุษย์อย่างเราๆ ท่านๆ เพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์กินเนื้ออย่างเราจึงต้องวิวัฒน์

การวิวัฒน์เป็นทางบวกหรือทางลบนั่นก็สุดแต่ ในที่นี้เรียกว่ายุคของการปฏิรูป และด้วยเล่เหลี่ยมในความเป็นมนุษย์เราจึงสามารถปั้นแต่งประดิษฐ์ถ้อยคำ วาทะกรรมต่างๆ นาๆ เพื่อลดทอนความผิดถูก ศีลธรรมภายในที่ยังพอหลงเหลืออยู่บ้างให้ปราศนาการออกไปเพื่อการดำรงอยู่

ต่อให้การดำรงอยู่นั้นจะวิปริตผิดเพี้ยนวิปลาสเพียงใด เมื่อกลายเป็นความชาชินคุ้นชิน เป็นความเฉยชา เป็นเรื่องปกติสามัญ เราย่อมสามารถดำรงอยู่ได้เช่นปกติวิสัย

มนุษย์พร้อมกินเป็นนิยายดิสโทเปียว่าด้วยโรคระบาดที่ทำลายอาหารหลักของมนุษย์ ดังนั้นเราจึงเพาะพันธุ์มนุษย์เพื่อการบริโภคเป็นอาหารโดยเฉพาะขึ้นมา แบบเดียวกับการเลี้ยงเพาะพันธุ์วัว หมู หรือไก่ในฟาร์ม เนื้อชนิดนี้ให้ชื่อว่าเนื้อพิเศษเพื่อการบริโภคถูกกฎหมาย

ขอเชิญทุกท่านผู้ขวัญกล้าเยี่ยมชมโรงงานของเราได้ณ.บัดนี้…

ทว่านี่ไม่ใช่โรงงานผลิตช็อคโกแลตแสนอร่อยของมิสเตอร์วิลลี่ ว็องก้า นี่คือโรงงานเนื้อพิเศษที่เริ่มจากการ…

เพาะพันธุ์เนื้อพิเศษไร้ชื่อถูกตัดเส้นเสียง ลำเลียง ผ่านขั้นตอนการชำระล้าง ทำให้สลบ เชือด ถอนขน ลอกหนัง แยกชิ้นส่วนสู่ทุกท่านเพื่อการบริโภค

คุณสามารถซื้อเนื้อเป็นตัวมาเลี้ยงเพื่อบริโภคได้เช่นกัน มีวิธีการเฉือนเนื้อมาทำอาหารโดยไม่ฆ่าเนื้อพิเศษเพื่อเนื้อยังคงความนุ่มสดใหม่สำหรับงานเลี้ยงของชนชั้นสังคมแห่งการบริโภค

เนื้อเรื่องประหนึ่งตั้งคำถามกับเราว่าหากเกิดโรคระบาดเช่นที่ว่าจริงตัวเราสามารถดำรงอยู่กับภาวะการแบบนั้นได้หรือไม่ การปฏิรูปการกินเนื้อพิเศษที่หน้าตาเหมือนเราทุกประการกำลังใจเราแข็งแรงพอจะปรับเปลี่ยนได้หรือไม่ เราพร้อมกินมนุษย์กันเองต้มผัดแกงทอดได้แบบเดียวกันกับเรากินเนื้อสัตว์ชนิดอื่นได้หรือ

กับอีกอย่างคือนี่ไงพอเป็นสัตว์มนุษย์ศีลธรรมในใจคุณกลับตบตีกัน แล้วสัตว์ชนิดอื่นที่คุณทำในแบบเดียวกันเล่าคุณไม่เห็นรู้สึกอะไร แล้วมันจะเกิดความคิดผุดขึ้นมาว่า ตั้งแต่เราเกิดมาเราก็กินกันมาแล้วนี่นาไม่เห็นจะผิดปกติ

ดังเช่นเด็กที่เกิดและเติบโตในยุคปฏิรูป การบริโภคเนื้อพิเศษจึงเป็นความปกติของเขาเช่นกัน จะมีก็แต่ผู้ที่อยู่ในยุคก่อนการปฏิรูปเท่านั้นที่แสยงใจ มนุษย์สองยุค มนุษย์ช่วงรอยต่อ หากคุณรับสภาพได้คุณก็ไปต่อ หากรับไม่ได้คุณก็วิปลาส หรือท้ายที่สุดคุณก็พร้อมจะปลิดชีพตัวเองไป

จะเนื้อพิเศษไร้ชื่อหรือเนื้อมีชื่อนามสกุล ต่างมีกฎและช่องว่างทางกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้ชนชั้นหนึ่ง คนกลุ่มหนึ่งเพื่อสนองกิเลสด้านบริโภคนิยมด้วยระบบทุนนิยมอยู่เสมอ

แต่ที่เราไม่เข้าใจตัวละครในเรื่องคือโลกมันเหี้ยขนาดนั้นแล้วมึงยังอยากจะมีลูกกันเนอะ อยากให้ลูกเกิดมาในสังคมวิปริตแบบนั้นจริงเหรอ หรือแท้จริงตอนนี้ขณะนี้สังคมเราบิดเบี้ยวเช่นกัน เพียงแต่เราชาชินจึงเป็นความปกติ มนุษย์กินกันเองโดยนัยทุกเมื่อเชื่อวันอยู่แล้ว

ในเรื่องยังมีความสงสัยว่า โรคระบาดทำให้เนื้อสัตว์เป็นพิษจริงเหรอ หรือว่าทั้งหมดเป็นแค่เพียงเพื่อประโยชน์บางอย่างในการกำจัดมนุษย์แบบถูกกม.

"เหมือนสัตว์ในกรงที่เกิดจากสัตว์ในกรงที่เกิดจากสัตว์ในกรงที่เกิดจากสัตว์ในกรงและตายในกรง เกิดแล้วตาย เกิดแล้วตายในกรง เหมือนเดรัจฉาน เยี่ยงเดรัจฉาน เฉกเช่นเดรัจฉาน"_ซามูเอล เบคเกตต์

ปอลิง.

โดยส่วนตัวเราไม่ได้อะไรเท่าไหร่คืออ่านได้ปกติไม่รู้สึกจิตตกแต่ประการใด แบบว่าขวัญกล้ากับเรื่องสสยดสยอง แต่สำหรับคนใจบางควรหลีกเลี่ยงจะดีกว่า

#มนุษย์พร้อมกิน

#บันทึกการอ่าน

#อ่านตามlemoon8

#รีวิวหนังสิอ

#หนังสือ

2025/11/13 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมถ้าใครกำลังหา “มนุษย์พร้อมกิน หนังสือ” แล้วลังเลว่าควรอ่านไหม เราว่าคำถามหลักของเล่มนี้ไม่ใช่แค่ “โหดแค่ไหน” แต่คือมันบีบให้เรามองพฤติกรรมของมนุษย์แบบไม่เหลือที่หลบเลยค่ะ เพราะพอวางเงื่อนไขว่าโรคระบาดทำให้เนื้อสัตว์เป็นพิษ สังคมก็สร้างระบบใหม่เพื่อความอยู่รอด แล้วค่อยๆ ทำให้เรื่องสุดโต่งกลายเป็นเรื่องปกติผ่านภาษา กฎหมาย และพิธีกรรมต่างๆ สิ่งที่อ่านแล้วติดหัวคือวิธีที่โลกในเรื่อง “ทำให้ชอบธรรม” กับการกินมนุษย์: ตั้งชื่อใหม่ให้ฟังปลอดภัย (อย่าง “เนื้อพิเศษ”), ทำให้ผู้ถูกบริโภคกลายเป็นวัตถุ (ถูกตัดเส้นเสียง ไม่มีชื่อ ถูกแปรสภาพเป็นสินค้า) และทำให้กระบวนการเชือดชำแหละเป็นอุตสาหกรรมเหมือนฟาร์ม/โรงงานอาหารทั่วไป จุดนี้เองที่ทำให้หนังสือสะเทือนมากกว่าฉากสยอง เพราะมันสะท้อนว่าสังคมเราก็เคยทำกับ “บางชีวิต” แบบนี้มาแล้ว เพียงแค่เราเคยชิน ในแง่การอ่าน เราว่าเล่มนี้เหมาะกับคนที่ชอบนิยายดิสโทเปีย/เสียดสีสังคม และชอบงานที่ตั้งคำถามเชิงศีลธรรมแบบหนักๆ มากกว่าจะเน้นความบันเทิง อารมณ์มันจะหน่วง เย็น และชวนขยะแขยงเป็นพักๆ (ภาพปกยังมีบรรยากาศมีดเปื้อนเลือด พร้อมคำเตือน 18+ ก็ไม่ได้มาเล่นๆ) ถ้าใครใจบาง แพนิคเรื่องเลือด การฆ่า การแปรคนเป็นสินค้า หรืออ่านแล้วอินจนหลอน แนะนำให้เลี่ยงหรืออ่านแบบค่อยเป็นค่อยไป ถ้าถามว่าอ่านยากไหม สำหรับเราอ่านได้เรื่อยๆ แต่ความ “ยาก” อยู่ที่การตัดสินใจของตัวเองระหว่างอ่านมากกว่า คือบางตอนเราจะเผลอคิดว่า “ถ้าเป็นเราในโลกแบบนั้น เราจะทำยังไง” แล้วคำตอบมันไม่น่าภูมิใจเท่าไหร่ หนังสือเหมือนตั้งใจให้เรารู้สึกผิดๆ ถูกๆ ตลอดเวลา ทริคเล็กๆ ก่อนเริ่มอ่าน: ลองเช็กสภาพจิตใจตัวเองก่อน (ช่วงเครียดๆ อาจยิ่งหนัก), อย่าอ่านก่อนนอนถ้ากลัวภาพติดตา และถ้าชอบเก็บประเด็นชวนคิด แนะนำจดคำถามระหว่างอ่าน เช่น “อะไรทำให้ความรุนแรงกลายเป็นเรื่องปกติได้” หรือ “ภาษา/กฎหมายช่วยลบศีลธรรมได้จริงไหม” จะยิ่งเห็นว่าหนังสือไม่ได้ขายความสยองอย่างเดียว แต่ขายความน่ากลัวของ ‘มนุษย์’ มากกว่า โดยรวม “มนุษย์พร้อมกิน (Tender Is the Flesh)” เป็นเล่มที่อ่านแล้วไม่ได้ให้ความรู้สึกฟีลกู๊ดเลย แต่ให้มุมมองคมๆ เรื่องระบบทุนนิยม การลดทอนความเป็นคน และความเคยชินต่อความรุนแรง ถ้าคุณอยากได้หนังสือที่อ่านจบแล้วนั่งเงียบไปสักพัก เล่มนี้ตอบโจทย์ค่ะ