รวมค่า #ธรรมเนียม ที่ร้านค้าต้องรู้ก่อนตั้งราคาขาย!
เพื่อให้คำนวณต้นทุนและกำไรได้อย่างแม่นยำ อย่าลืมนำค่าธรรมเนียมทั้งหมดนี้ไปคิดรวมด้วย
- ค่าคอมมิชชั่น 12 บาท / ออเดอร์
- ค่าธรรมเนียมการโอน 3% ของยอดขาย
- ค่าธรรมเนียมอื่นๆ 6% ของยอดขาย
- กรณีมียอดครบ 100 ออเดอร์ขึ้นไป คิดเพิ่มออเดอร์ละ 1 บาท
หมายความว่า ทุกการขายไม่ได้หักแค่ต้นทุนสินค้า แต่ยังมีค่าธรรมเนียมทั้งแบบ “ยอดคงที่ต่อออเดอร์” และ “เปอร์เซ็นต์จากยอดขาย” เข้ามาเกี่ยวข้อง
ดังนั้นก่อนตั้งราคาสินค้า ควรวางแผนให้รอบคอบ บวกค่าธรรมเนียมทั้งหมดเข้าไปในโครงสร้างราคา เพื่อให้มั่นใจว่าขายแล้วมีกำไรจริง ไม่ขาดทุนโดยไม่รู้ตัว
วางแผนดี กำไรชัด โตได้อย่างมั่นคง
#REEZLIVE #โค้ชจูน #ค่าธรรมเนียม #ค่าคอมมิชชั่น #ต้นทุนร้านค้า #คำนวณต้นทุน #วางแผนกำไร #ร้านค้าออนไลน์
ถ้าคุณสงสัยว่า “ขาย 1 ออเดอร์ โดนหักอะไรบ้าง?” อันนี้เป็นวิธีที่ฉันใช้เช็กตัวเลขก่อนตั้งราคา (โดยเฉพาะเวลาขายผ่านแพลตฟอร์ม/ไลฟ์/เข้าร่วมแคมเปญ เช่น Flash sale หรือโปรส่งฟรี) เพราะค่าธรรมเนียมพวกนี้ทำให้กำไรหายแบบไม่รู้ตัวได้ง่ายมาก 1) แยกค่าธรรมเนียมเป็น 2 ประเภทก่อน - แบบคงที่ต่อออเดอร์: เช่น ค่าคอมมิชชั่น 12 บาท/ออเดอร์ และกรณียอดเกิน 100 ออเดอร์อาจมีบวกเพิ่มออเดอร์ละ 1 บาท - แบบเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดขาย: เช่น ค่าธรรมเนียมการโอน/ชำระเงิน 3% (บัตรเครดิต/โอน) และค่าธรรมเนียมอื่นๆ 6% (มักเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน/การสนับสนุนแพลตฟอร์ม/การเข้าร่วมโปร) 2) สูตรคิด “รายได้สุทธิหลังหักค่าธรรมเนียม” แบบเร็ว ฉันจะใช้แนวคิดนี้: รายได้สุทธิ = ราคาขาย - (เปอร์เซ็นต์รวม x ราคาขาย) - ค่าธรรมเนียมคงที่ต่อออเดอร์ เปอร์เซ็นต์รวมในโพสต์นี้คือ 3% + 6% = 9% ค่าธรรมเนียมคงที่คือ 12 บาท/ออเดอร์ (และอาจ +1 บาทเมื่อเข้าเงื่อนไขยอด) ตัวอย่างสมมติ: ขาย 1 ชิ้นราคา 200 บาท - ค่าธรรมเนียมแบบ % = 9% ของ 200 = 18 บาท - ค่าคอมมิชชั่นคงที่ = 12 บาท รวมโดนหัก = 30 บาท (ยังไม่รวมต้นทุนสินค้า/แพ็กกิ้ง) ดังนั้น รายได้สุทธิหลังค่าธรรมเนียม ≈ 170 บาท พอเอาไปลบต้นทุนสินค้า ค่าส่งที่ร้านออกเอง หรือค่าแพ็กเพิ่ม กำไรจริงจะเห็นชัดขึ้นมาก 3) จุดที่คนพลาดบ่อย (ฉันก็เคย) - ตั้งราคาโดยบวกกำไรจาก “ต้นทุนสินค้า” อย่างเดียว แต่ลืมค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ทำให้ขายได้ยอดแต่เงินเข้าจริงน้อยกว่าที่คิด - เข้าแคมเปญ/โปรส่งฟรี/ไลฟ์สเปเชียลแล้วลืมเผื่อส่วนต่าง (บางโปรทำให้มาร์จิ้นต้องสูงขึ้นถึงจะคุ้ม) - ไม่ทำตารางแยก SKU: สินค้าราคาต่ำโดน “12 บาทต่อออเดอร์” หนักมาก ควรพิจารณาขั้นต่ำราคาขาย หรือทำบันเดิล/เซ็ต 4) ทริคเล็กๆ ที่ช่วยให้กำไรไม่รั่ว - ตั้ง “กำไรขั้นต่ำต่อออเดอร์” ไว้ก่อน แล้วค่อยถอยกลับมาหาราคาขายที่ต้องตั้ง (เผื่อ 9% + 12 บาทไว้เสมอ) - ถ้าราคา/กำไรตึง ให้ลองเพิ่มมูลค่าแทนการลดราคา เช่น ทำเซ็ต 2 ชิ้น, แถมของเล็กๆ, หรือเพิ่มขั้นต่ำการสั่งซื้อ - เช็กเงื่อนไขเมื่อยอดออเดอร์เกิน 100: ถ้ามี +1 บาท/ออเดอร์ ให้ใส่ไว้ในคำนวณตั้งแต่แรก จะได้ไม่สะดุดตอนยอดเริ่มโต สุดท้าย ถ้าจะให้ชัวร์ ฉันแนะนำให้ทำชีตสั้นๆ ใส่ “ราคาขาย / 9% / 12 บาท / ต้นทุน / กำไรสุทธิ” ต่อสินค้าแต่ละตัว แค่ทำครั้งเดียวก็ช่วยตัดสินใจได้เลยว่าควรตั้งราคาเท่าไหร่ถึง “ขายแล้วกำไรจริง”










