“ยศชนัน” ดึง 6 กระทรวงขับเคลื่อน สวทช. ชูนวัตกรรมไทยแก้โจทย์จริง-หนุนเศรษฐกิจ
(16 พ.ค. 69) ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำคณะรัฐมนตรีเยี่ยมชมผลงานวิจัยของ สวทช. ณ จ.ปทุมธานี โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้การต้อนรับ เพื่อร่วมกันผลักดันงานวิจัยจากหิ ้งสู่การใช้งานจริงผ่านแนวคิด Sandbox of Implementation บูรณาการแพลตฟอร์มเทคโนโลยี LEAD Education ของกระทรวงศึกษาธิการ, การพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ลดต้นทุนของกระทรวงเกษตรฯ, ระบบดูแลผู้สูงอายุนิรันดร์ของ พม. ตลอดจนการนำ AI มาใช้บริหารจัดการภาษีของกระทรวงการคลัง มุ่งเป้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
#ข่าวtiktok #ข่าวการศึกษา #ข่าวนวัตกรรม #ข่าวเทคโนโลยี #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมถือเป็นหัวใจหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทย ซึ่งการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ 6 กระทรวงสำคัญในการขับเคลื่อนงานของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมเข้าสู่การใช้งานจริงในชีวิตประจำวันและภาคธุรกิจอย่างแท้จริง การนำแนวคิด Sandbox of Implementation มาใช้ช่วยให้การทดลองและพัฒนานวัตกรรมสามารถทำได้อย่างยืดหยุ่นและรวดเร็ว โดยผสมผสานเทคโนโลยีไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์ม LEAD Education จากกระทรวงศึกษาธิการช่วยยกระดับการเรียนการสอน การพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ช่วยลดต้นทุนของเกษตรกร ตามด้วยระบบดูแลผู้สูงอายุนิรันดร์ของกระทรวงพัฒนาสังคมฯ และการประยุกต์ใช้ AI ในการบริหารจัดการภาษีจากกระทรวงการคลัง ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพแต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศอย่างต่อเนื่อง ในฐานะผู้ที่สนใจและติดตามเรื่องนวัตกรรมและเทคโนโลยี พบว่า การประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐมีความสำคัญอย่างมาก เพราะช่วยให้เครื่องมือและทรัพยากรถูกใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากนี้ ยังช่วยให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงนวัตกรรมได้ง่ายขึ้น สร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับที่ดีในวงกว้าง เช่น การพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ที่ไม่เพียงแต่ลดต้นทุนแต่ยังเพิ่มผลผลิต ทำให้เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้นเป็นตัวอย่างหนึ่งของการผสานงานวิจัยกับความต้องการในภาคสนามจริง ดังนั้นการขับเคลื่อนนวัตกรรมร่วมกันในลักษณะนี้จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต พร้อมสร้างโอกาสในการเติบโตให้กับทุกภาคส่วนของสังคมไทยอย่างแท้จริง
