ราคาน้ำมัน... ต้นทุนชีวิตที่รัฐไม่เหลียวแล
ช่วงครึ่งแรกเดือนนี้ ราคาน้ำมันตลาดโลกทรงตัวในระดับต่ำ เฉลี่ย 10 วันทำการล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 79.9 เหรียญ / บาร์เรล สาเหตุจากมุมมองเชิงบวกของตลาดเรื่องการยุติสงคราม การเปิดช่องแคบฮอร์มุซกลับสู่ภาวะปกติ และยังคาดการณ์ว่าราคาจะลดลงอยู่ใกล้ระดับก่อนเกิดสงคราม
.
แต่ตอนนี้ความคาดหวังดังกล่าวแตกสลายไปเรียบร้อย เพราะ “ทรัมป์” เกิดห้าวประกาศยึดช่องแคบ ฮอร์มุซเป็นดินแดนของสหรัฐอเมริกา และเตรียมใช้มาตรการทางเศรษฐกิจกดดันอิหร่านมากขึ้น
.
ส่วนอิหร่านก็โนสนโนแคร์ ยืนยันว่าจะไม่กลับมาเจรจากับสหรัฐฯอีก และช่องแคบฮอร์มุซจะปิดต่อไปภายใต้การควบคุมของอิหร่าน
.
สถานการณ์การเดินเรือล่าสุดในช่องแคบฮอร์มุซกลับมาสู่ภาวะหยุดนิ่ง ไม่มีการขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบโดยเรือของสัญชาติใดเลย
.
กลับมาที่หน้าปั๊มบ้านเราบ้าง ราคาน้ำมันมีโอกาสพุ่งขึ้นอีกชัวร์ !! (ตอนเค้าค่อนข้างสงบของเราก็ยังแพง) สาเหตุก็คงเหมือนเดิมต้นทุนขยับสูงขึ้น และที่สำคัญ คือ โครงสร้างราคาน้ำมันที่โหดร้ายกับผู้ใช้แบบสุดๆ
.
ที่บอกว่ามันโหดร้ายเพราะ...ราคาน้ำมันที่เราใช้กันอยู่ มีต้นทุนเป็นการจัดเก็บเงินเข้าภาครัฐที่สูงราว 50% ของราคาจำหน่าย
.
ประกอบด้วย ภาษีสรรพสารมิตร ภาษีเทศบาล (10%ของสรรพสารมิตร) และภาษีมูลค่าเพิ่ม ( Vat 7% โดน 2 รอบหน้าโรงกลั่นและหน้าปั๊ม) นอกจากนี้ก็ยังมีเงินสมทบกองทุนน้ำมัน (ล่าสุดติดลบอยู่ราว 7.2 หมื่นล้านบาท) และสมทบกองทุนอนุรักษ์พลังงาน
.
แม้ที่ผ่านมาสงครามจะก่อให้เกิดผลกระทบที่หนักหนาต่อเศรษฐกิจไทย จนทำให้เกิดการถกเถียงกันค่อนข้างมาก เกี่ยวกับการรื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน การแสดงท่าทีปราบปรามผู้ลักลอบ-กักตุน ฯลฯ แต่สุดท้ายก็เงียบหาย เป็นเพียงการแสดงจากคณะผู้บริหารประเทศ ที่ไม่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ช่วยสร้างความยืดหยุ่นต่อภาคธุรกิจ และการดำเนินชีวิตแต่อย่างใด
.
ปัจจุบันโครงสร้างการจัดเก็บดังกล่าวยังคงอยู่กันครบถ้วน ไม่ถอย ไม่ลดทอน ส่วนใดส่วนหนึ่งลง เพื่อประคองกำลังซื้อ ค่าครองชีพภาคประชาชน คงต้นทุนให้ภาคธุรกิจ
.
ดังนั้นเตรียมตัวใช้น้ำมันแพงมากกก แบกรับต้นทุนชีวิตที่เพิ่มขึ้นกันต่อไป
.
ขณะที่สภาพเศรษฐกิจครึ่งปีหลังที่คาดการณ์กันเยอะๆว่า น่าจะฟื้นตัวนั้น จะเอาอะไรมาฟื้น ?
.
#ราคาน้ำมัน #ต้นทุนชีวิต #รัฐบาลไทย #Effective ##Effectiveth









