มัลแวร์ Kimwolf กำลังแพร่กระจายอย่างหนัก
มัลแวร์ Kimwolf กำลังแพร่กระจายอย่างหนัก พบอุปกรณ์ Android ติดแล้วมากกว่า 1.8 ล้านเครื่อง ทั่วโลก
ไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่จะกล่าวว่า ถ้าใช้งานระบบปฏิบัติการ Android ยังไงก็หนีความเสี่ยงด้านมัลแวร์ไม่พ้น เพราะถึงแม้ตัวระบบจะมีการอัปเกรดจนแข็งแกร่ง แต่แฮกเกอร์ก็ได้มีการสร้างมัลแวร์ใหม่ ๆ ออกมาทุกวัน และครั้งนี้ก็มีมัลแวร์ตัวใหม่ออกมาสร้างความท้าทายให้กับระบบป้องกันอีกครั้ง
จากรายงานโดยเว็บไซต์ Cyber Security News ได้กล่าวถึงการตรวจพบแคมเปญแพร่กระจายมัลแวร์ประเภทแปลงเครื่องของเหยื่อให้เป็นเครื่องในเครื่องข่ายของมัลแวร์เพื่อการยิงระบบอื่น หรือ Botnet ที่มีชื่อว่า Kimwolf ซึ่งขอบข่ายการโจมตีนั้นไม่ใช่แค่เพียงโทรศัพท์มือถือที่ใช้งานระบบ Android เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปยังอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น แท็บเล็ต, โทรทัศน์ และทุกอุปกรณ์ที่มีการใช้งาน Android เลยทีเดียว ซึ่งทางทีมวิจัยจาก Xlab Qianxin บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านภัยไซเบอร์ ได้เผยว่าตัวมัลแวร์นั้นได้ถูกตรวจพบครั้งแรกในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยทางทีมวิจัยพบว่า โดเมนของเซิร์ฟเวอร์ C2 (Command and Control หรือ เซิร์ฟเวอร์ควบคุมและสั่งการมัลแวร์) ที่มัลแวร์ใช้งานอยู่นั้นติดลำดับสูงถึงลำดับ 2 ในการจัดลำดับโดย Cloudflare’s Global Domain Ranking
ในส่วนของขอบข่ายการระบาดนั้น ทางทีมวิจัยพบว่าตัวมัลแวร์ได้ระบาดไปไกลถึง 222 ประเทศทั่วโลก โดยมีการระบาดสูงที่สุด 3 ลำดับแรก อันได้แก่ ประเทศบราซิลที่ 14.63%, อินเดียที่ 12.71%. และสหรัฐอเมริกา ที่ 9.58% ซึ่งถึงแม้การที่ตัวมัลแวร์มีการระบาดไปทั่วโลกในเขตเวลาที่มีการแตกต่างกันมากจะทำให้การดูแลโดยทีมแฮกเกอร์ที่อยู่เบื้องหลังทำได้อย่างยากลำบาก แต่ปริมาณของเครื่องที่ติดเชื้อนั้นถ้านำมาใช้รุมโจมตีระบบใหญ่ จะทำให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงได้
สำหรับข้อมูลในเชิงเทคนิคนั้น ตัวมัลแวร์ได้ถูก "รวบรวม" (Compiled) ด้วยเครื่องมือ Android NDK โดยได้มีการรวมความสามารถต่าง ๆ ไว้มากมายไม่ว่าจะเป็น การระดมยิงให้ระบบใหญ่ล่ม หรือ DDoS (Distributed Denial-of-Service) ซึ่งมีความสามารถในการยิงที่มากถึง 13 วิธี โดยครอบคลุมทั้ง UDP Floods, TCP SYN Floods และ SSL Socket Attacks เป็นต้น, การสั่งให้เครื่องติดต่อกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ (Reverese Shell), การทำ Proxy Forwarding, และระบบจัดการไฟล์ภายในเครื่องของเหยื่อ นอกจากนั้นยังมีการใช้งานโปรโตคอลสื่อสารกับภายนอกด้วยโปรโตคอล DNS over TLS (DoT) เพื่อหลบเลี่ยงการถูกตรวจจับ และยังมีการใช้ลายเซ็นดิจิทัลในรูปแบบ Elliptic-curve-Based ในการยืนยันคำสั่งที่ได้รับจากเซิร์ฟเวอร์ C2 อีกด้วย
ในส่วนของการแพร่กระจายมัลแวร์นั้น จะเป็นการหลอกให้เหยื่อติดตั้งผ่านทางไฟล์ APK ซึ่งเป็นไฟล์สำหรับติดตั้งแอปพลิเคชันลงบนระบบ Android หลังจากที่รันขึ้นมาก็จะนำไปสู่การคลายไฟล์ของแอปพลิเคชัน หรือ Binary ที่เหมือนกับแอปพลิเคชันปกติ ไม่มีการผิดสังเกตแต่อย่างใด แต่หลังจากรันแอปพลิเคชันนั้นขึ้นมา ก็จะนำไปสู่การสร้าง Unix Domain Socket ที่ตั้งชื่อตามมัลแวร์ขึ้นมาเพื่อสร้างความมั่นใจว่า จะมีมัลแวร์แต่ 1 ต ัวต่อ 1 เครื่องที่รันได้เท่านั้น
หลังจากนั้นตัวมัลแวร์ก็จะทำการถอดรหัส (Decryption) ตัวโดเมนสำหรับการติดต่อกับเซิร์ฟเวอร์ C2 ที่ถูกฝัง (Embeded) มากับมัลแวร์ แล้วทำการติดต่อผ่านทางโปรโตคอล DoT ผ่านทางพอร์ต 853 ไปยังเซิร์ฟเวอร์ Public DNS ที่เกี่ยวข้องกับมัลแวร์เพื่อขอหมายเลข IP จริงของเซิร์ฟเวอร์ C2 มา ซึ่งการใช้วิธีการลัดเลาะแบบนี้นั้นทำไปเพื่อหลบเลี่ยงจากเครื่องมือสำหรับสอดส่องระบบเครือข่าย (Network Monitoring Tool) ซึ่งอัลกอริทึ่มที่ใช้ในการถอดรหัสข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเซิร์ฟเวอร์ C2 นั้นตัวมัลแวร์จะใช้งาน Stack XOR บนค่า String ที่ถูกเข้ารหัสเอาไว้ โดยทางทีมวิจัยเผยว่า หลังจากการถอดรหัสออกมา ตัวข้อมูลเปิดเผยถึงโดเมนของเซิร์ฟเวอร์ C2 ที่ถูกเข้ารหัสซ่อนไว้จำนวนมาก
ในการติดต่อสื่อสารกับเซิร์ฟเวอร์ควบคุมนั้น จะถูกเข้ารหัสในรูปแบ บ TLS ที่มีองค์ประกอบคือ ส่วนหัวของข้อมูล (Header) แบบค่าคงที่ (Fixed), ส่วน Body ที่มี "ค่ามหัศจรรย์" (Magic Values) อยู่. ประเภทของข้อความ, ID, และ ค่า CRC32 สำหรับตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ซึ่งในการติดต่อสื่อสารนั้นจะมีการยืนยันตัวตนด้วยระบบยืนยันแบบ Handshake ถึง 3 ขั้นตอน อันประกอบด้วย การลงทะเบียน (Registration), การยืนยันตัวตน (Verification) และการยืนยันความถูกต้อง (Confirmation) และในส่วนของคำสั่งที่ได้รับจากเซิร์ฟเวอร์นั้นยังมีการยืนยันความถูกต้องอีกขั้นด้วยการยืนยันลายเซ็นดิจิทัลตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นอีกด้วย







