“กลยุทธ์การบริหารและการดึงศักยภาพคนเก่ง”
“กลยุทธ์การบริหารและการดึงศักยภาพคนเก่ง”
จากรายการ Leadership Secrets การสัมภาษณ์ อาจารย์เบสท์ (สรรเสริญ สมัยสุต) ผู้นำแห่ง AXON บริษัทเทคโนโลยีเบื้องหลังความสำเร็จของเครือ CPF เกี่ยวกับศิลปะการเป็นผู้นำ การวางกลยุทธ์ธุรกิจ และการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล
(รายการสัมภาษณ์โดยอาจารย์บี Kongkiat Chuthirunsup จาก Beyond Training)
Link : รายการ Leadership Secrets EP.57, https://youtu.be/FGE_v4nd1kc?si=_Mzp-ckdW2d9lZor
====
หัวใจสำคัญของการบริหารองค์กรในมุมมองของอาจารย์เบสท์ คือ การเปลี่ยนผ่านจากการ "ทำงานหนัก" (Work Hard) ไปสู่การ "ทำงานฉลาด" (Work Smart) โดยมีประเด็นวิกฤตที่ผู้นำต้องให้ความสำคัญดังนี้
“กลยุทธ์คือการบริหารค่าเฉลี่ย” ความสำเร็จขององค์กรไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนเก่งเพียงคนเดียว แต่คือการยกระดับมาตรฐาน "ค่าเฉลี่ย" ของคนทั้งองค์กรให้สูงขึ้น
“ผู้นำคือผู้รับผิดชอบชีวิตคน” การเป็นผู้นำไม่ใช่แค่การบริหารตัวเลขหรือบริษัท แต่คือการบริหารชีวิตของพนักงาน หากพนักงานไม่เติบโต องค์กรย่อมเติบโตไม่ได้
หลักการ "4 รู้" ของกลยุทธ์ คือ การตัดสินใจที่เฉียบคมต้องวางอ ยู่บนพื้นฐานของการรู้จักรตนเอง, รู้จักตลาด, รู้จักลูกค้า และรู้จักคู่แข่ง
“การจ้างคนเก่งคือการลงทุนที่คุ้มค่า” การจ่ายแพงเพื่อดึงคนเก่งเข้ามาพัฒนา "ระบบและกระบวนการ" จะส่งผลให้ต้นทุนในระยะยาวถูกลงและเพิ่มประสิทธิภาพอย่างก้าวกระโดด
“ความจริงคือยารักษาโรคธุรกิจ” องค์กรที่ล้มเหลวมักเป็นองค์กรที่ปิดกั้นความจริง ผู้นำต้องสร้างวัฒนธรรมที่ปลอดภัยเพื่อให้พนักงานกล้าพูดถึงปัญหา
====
1. รากฐานการคิดเชิงกลยุทธ์ = หลักการ "4 รู้"
การคิดเชิงกลยุทธ์คือสิ่งที่สร้างความแตกต่างและทำให้องค์กรกลายเป็นผู้นำตลาด ซึ่งจะช่วยให้ "โอกาสวิ่งเข้าหาเรา" แทนที่จะต้องวิ่งไล่ล่าโอกาสตลอดไป โดยมีพื้นฐานจาก 4 องค์ประกอบ
1.1 "รู้จักตนเอง" = ระบุจุดแข็ง จุดอ่อน และ "จุดตาย" เพื่อคัดกรองโอกาสที่เหมาะสมและหาคนเก่งมาเติมเต็มส่วนที่ขาด
1.2 "รู้จักตลาด" = เข้าใจแนวโน้ม (ขาขึ้น/ขาลง) และมาตรฐานระดับสากล เพื่อให้รู้ว่าเรากำลัง "โต้คลื่นใหญ่" หรือไม่?
1.3 "รู้จักลูกค้า" = การแบ่งส่วนตลาด (Segmentation) ที่ละเอียด และการสร้างสินค้าที่ "ตรงใจ" คือการตลาดที่ดีที่สุด
1.4 "รู้จักคู่แข่ง" = เปรียบเหมือนการส่องกระจก เพื่อประเมินว่ามาตรฐานของเรายังดีพอหรือไม่ในสายตาผู้บริโภคที่มีตัวเลือก
"คนเก่งถ้าข้อมูลน้อย ก็กลายเป็นคนโง่ได้ การตัดสินใจต้องวางอยู่บนฐานข้อมูล ไม่ใช่ความรู้สึก"
====
2. ศิลปะการบริหารและการดึงศักยภาพคนเก่ง?
2.1 การสรรหาและรักษาบุคลากร
* “จ้างคนเก่งกว่าตนเอง” โดยผู้นำต้องกล้าจ้างคนที่เก่งกว่าในสายงานเฉพาะด้านเข้ามาทำแทน เพื่อให้ผู้นำมีเวลาไปสร้างมูลค่าในระดับที่สูงขึ้น
* “จีบคนเก่งด้วยวิสัยทัศน์”เพราะ คนเก่งระดับ "สวยเลือกได้" ไม่ได้มองแค่เงิน แต่มองหา "คุณภาพของโอกาส" ความมีอิสระในการคิด และอำนาจในการตัดสินใจ
* "Technical Commission” คือ สร้างแรงจูงใจให้สายสนับสนุน เช่น โปรแกรมเมอร์ (Dev) ให้มีส่วนร่วมในความสำเร็จตามการเติบโตของรายได้
2.2 การพัฒนาและคัดกรองคน
* “โอกาสคือตัวคัดกรอง” อย่าให้เพียงงานง่ายๆ แต่ควรให้ "โจทย์ที่ท้าทาย" หรือการ "ปีนภูเขาสูง" เพื่อให้เห็นศักยภ าพที่แท้จริงและทัศนคติ (Mindset) ของแต่ละคน
* “วางคนให้ถูกตำแหน่ง (Put the right man on the right job)” หากพนักงานทำงานได้ไม่ดี ผู้นำต้องกลับมาพิจารณาว่าตนเองวางเขาไว้ผิดที่หรือไม่ มากกว่าการตำหนิเพียงฝ่ายเดียว
====
3. วัฒนธรรมองค์กรและจิตวิทยาผู้นำ
การสื่อสาร "ไม่ให้ฟ้าผ่าดิน"
3.1 หน้าที่ของผู้นำคือการบริหารความคาดหวังและวิสัยทัศน์
* "ย่อยความฝัน” = อย่าปล่อยความฝันหรือแรงกดดันทั้งหมดลงสู่ระดับปฏิบัติการในครั้งเดียว (เหมือนฟ้าผ่าดิน) เพราะจะทำให้พนักงานท้อแท้
* “แบ่งเฟสความสำเร็จ” = ค่อยๆ ปล่อยเป้าหมายเป็นจังหวะ เพื่อให้พนักงานรู้สึกถึงความสำเร็จเป็นระยะและมีกำลังใจพัฒนาต่อไป
3.2 วัฒนธรรมความปลอดภัยทางจิตวิทยา
* “ฟังมากกว่า พูด” = ผู้นำที่ยิ่งใหญ่จะเยือกเย็นเมื่อเจอวิกฤต เพื่อรับฟังปัญหาที่แท้จริงและแยกย่อยปัญหาใหญ่ให้กลายเป็นงานที่จัดการได้
* “ยอมรับความล้มเหลว” = "ความล้มเหลวคือพ่อของความสำเร็จ" องค์กรต้องเปิดพื้นที่ให้คนกล้าทำผิด แต่ต้องไม่ผิดซ้ำในเรื่องเดิม
====
4. นวัตกรรม กระบวนการ และเทคโนโลยี
การสร้างองค์กรที่เติบโตแบบก้าวกระโดดต้องพัฒนา 3 สิ่งไปพร้อมกัน คือ คน (People), กระบวนการ (Process) และระบบเทคโนโลยี (System)
4.1 ”Process Innovation“ คือ อย่าพอใจกับกระบวนการที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ต้องคิดเสมอว่าจะทำอย่างไรให้ "สั้นลง ง่ายขึ้น และเร็วขึ้น" โดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง
4.2. ”Technology as an Enabler“ คือ ใช้เทคโนโลยีเพื่อกำจัด "คอขวด" และงานที่ซ้ำซ้อน (งานที่เป็นโรบอต) เพื่อให้มนุษย์ได้ไปทำงานที่ใช้สมองและการสร้างสรรค์ (Creative)
4.3 ”Human + AI“ = AI ไม่ได้มาแข่งกับคน แต่คนต้องใช้ AI เป็นเพื่อต่อยอดมูลค่าของงานให้สูงขึ้น
====
5. ทัศนคติแห่งชัยชนะ?
5.1 “แรงยึดเหนี่ยวเป้าหมาย" คือ สัจจะและการรักษาคำมั่นสัญญา (Commitment) มีมูลค่าสูงที่สุด หากแรงยึดเหนี่ยวต่ำ ผู้นำจะหาข้ออ้างเพื่อละทิ้งเป้าหมายได้ง่าย
5.2 “การให้เครดิต” คือ ความสุขจากการให้และเห็นผู้อื่นสำเร็จ ยิ่งใหญ่กว่าความสำเร็จของตนเองเพียงลำพัง การให้เครดิตทีมงานและแผนกอื่นจะสร้างพลังแห่งความร่วมมือ/ผนึกกำลัง (Synergy)
5.3 “สำเร็จด้วยมือคนอื่น” คือ เมื่อองค์กรใหญ่ขึ้น ผู้นำต้องรู้วิธีมอบอำนาจ (Empowerment) และสร้างความภูมิใจให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน
====
"การเป็นผู้นำมันคือการรับผิดชอบชีวิตคน มันไม่ได้รับผิดชอบแค่บริษัท"
"เรื่องดีให้ใช้อารมณ์ เรื่องร้ายให้ใช้เหตุผล"
"ถ้าไม่มึปัญหาเลย คือไม่ทำงานกัน"
"การให้ก่อน มันจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้รีเทิร์น"
~ โดยสรรเสริญ สมัยสุต (อาจารย์เบสท์), ผู้นำแห่ง AXON บริษัทเทคโนโลยีเบื้องหลังความสำเร็จของเครือ CPF
สรุปโดย #วันละเรื่องสองเรื่อง
Source : รายการ Leadership Secrets EP.57, https://youtu.be/FGE_v4nd1kc?si=_Mzp-ckdW2d9lZor










