ทำไมทุกครั้งที่เจ็บปวด เราถึงอยากหายไปคนเดียวเสมอ
“ทำไมทุกครั้งที่เจ็บปวด เราถึงอยากหายไปคนเดียวเสมอ”
.
มีคนเคยบอกว่า
“ทุกครั้งที่ทะเลาะกับแฟน
ฉันอยากล็อคประตูห้องแล้วหายไปเลย
ไม่พูด ไม่ตอบ ไม่มองหน้า”
และอีกคนบอกว่า
“ฉันไม่ชอบกลับบ้านเลย
อยู่คนเดียวสบายใจกว่ามาก”
ถ้าคุณรู้สึกแบบนี้บ้าง
อยากบอกก่อนเลยว่าคุณไม่ได้แปลกค่ะ
.
มันคือสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า Emotional Cut-off
หรือการตัดขาดทางอารมณ์ค่ะ
มันคือกลไกเอาตัวรอดที่สมองเรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก
ว่าเมื่อความสัมพันธ์เจ็บปวดเกินจะรับไหว
การเงียบและถอยออกมาคือวิธีที่ปลอดภัยที่สุด
และนั่นไม่ใช่เรื่องผิดเลยค่ะ
เพราะในตอนนั้นมันอาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ทำได้จริงๆ
.
แต่ปัญหาคือมันไม่ได้หยุดอยู่แค่ในครอบครัว
สมองที่เรียนรู้ว่าการเงียบคือความปลอดภัย
จะพาพฤติกรรมนั้นไปใช้กับทุกความสัมพันธ์ในชีวิต
โดยไม่รู้ตัวค่ะ
ทะเลาะกับแฟนแล้วเงียบหายไปเป็นวัน
ไม่ใช่เพราะเกลียดชังนะคะ
แต่เพราะสมองกำลังทำสิ่งที่มันถูกสอนมาว่าปลอดภัย
แต่คนที่อยู่ตรงหน้า
กลับรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง
และความสัมพันธ์ก็พังซ้ำๆ ด้วยเหตุผลเดิมทุกครั้งค่ะ
.
Bowen นักจิตวิทยาด้าน Family Systems อธิบายว่า
การตัดขาดทางอารมณ์
ไม่ใช่การเติบโตเป็นอิสระจากครอบครัวอย่างแท้จริง
มันคือภาพลวงตาของอิสรภาพค่ะ
เพราะเมื่อเราหนีปัญหา
โดยที่บาดแผลข้างในยังไม่ถูกทำความเข้าใจ
รูปแบบเดิมนั้นจะถูกแพ็คใส่กระเป๋า
แล้วพกไปใช้กับทุกคนในชีวิตโดยไม่รู้ตัวค่ะ
.
แล้วเราควรทำยังไง
ไม่ได้แปลว่าต้องทนอยู่กับความสัมพันธ์ที่เป็นพิษนะคะ
การถอยออกมารักษาระยะห่างเพื่อความปลอดภัยนั้นสมควรทำค่ะ
แต่มีความต่างระหว่าง
การตัดขาด กับ การสร้างขอบเขต
การตัดขาดคือการสร้างกำแพงปิดตาย
การสร้างขอบเขตคือการบอกว่า
“ฉันหวังดีกับเธอนะ
แต่ฉันจะไม่อนุญาตให้เธอทำร้ายฉันจนเกินไป”
.
และสิ่งที่อยากชวนลองทำนะคะ
ครั้งต่อไปที่อยากหายไปคนเดียว
ลองถามตัวเองเบาๆ ก่อนว่า
“ตอนนี้ฉันกำลังสร้างขอบเขต
หรือกำลังหนีจากบางอย่างที่ยังไม่ได้เผชิญ?”
ไม่ม ีคำตอบผิดหรือถูกนะคะ
แค่การถามก็คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงแล้วค่ะ
.
คำถามชวนคิดสำหรับวันนี้
เวลาเจ็บปวดหรือรู้สึกไม่ปลอดภัยในความสัมพันธ์
คุณมักทำอะไรเป็นอันดับแรกคะ?
#Amisพื้นที่จูนใจ #ดูแลใจ #สุขภาพใจ #EmotionalCutoff #mentalhealth
จากประสบการณ์ส่วนตัว การที่เรารู้สึกอยากหายไปคนเดียวเวลาที่เจ็บปวดเป็นเรื่องที่หลายคนเผชิญ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งหรือความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่น ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนกลไกป้องกันตัวอย่างหนึ่งของสมองชื่อ Emotional Cut-off ที่กล่าวถึงในบทความ การเลือกถอยห่างเพื่อสงบใจนั้นเป็นสิ่งที่สมองเรียนรู้มาตั้งแต่ช่วงวัยเด็กเพื่อปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวด แต่ก็ทำให้เกิดการสื่อสารที่ไม่สมบูรณ์ในความสัมพันธ์ปัจจุบัน ในฐานะที่เคยผ่านความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน สิ่งที่ทำให้เห็นความแตกต่างชัดเจนคือการเรียนรู้วิธีสร้างขอบเขตหรือ boundaries แทนที่จะตัดขาดหรือเงียบหนีออกมาอย่างสิ้นเชิง เพราะเมื่อเราตัดขาด ปัญหาที่แท้จริงไม่เคยมลายหายไป แต่จะกลายเป็นบาดแผลที่ถูกเก็บไว้ลึกและสะสมจนกลายเป็นวงจรซ้ำๆ ลองสังเกตตัวเองในครั้งต่อไปที่รู้สึกเจ็บปวดหรือต้องการถอยหนี ให้ถามตัวเองว่า การที่เราหายไปครั้งนี้เป็นการสร้างขอบเขตเพื่อดูแลตัวเอง หรือเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหาที่ยังไม่ได้จัดการจริงๆ การตั้งคำถามนี้แม้เพียงเล็กน้อยก็ช่วยให้เกิดการตระหนักรู้และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมให้ดีขึ้นได้ นอกจากนี้ การเปิดใจพูดคุยอย่างซื่อสัตย์กับคนที่เราสนิทใกล้ชิดก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดความรู้สึกทอดทิ้งและเสริมสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน แทนที่จะเงียบหายไปโดยไม่มีคำอธิบาย ความสัมพันธ์ที่แข็งแรงมักต้องอาศัยความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับความรู้สึกไม่สบายใจและหาวิธีจัดการร่วมกัน สุดท้ายนี้ การดูแลสุขภาพใจไม่ควรถูกมองข้าม หากเจ็บปวดจนมองไม่เห็นทางออก การปรึกษานักจิตวิทยาหรือนักบำบัดก็เป็นทางเลือกที่ดีที่จะช่วยช่วยสำรวจต้นตอของ Emotional Cut-off และฝึกทักษะการสร้างขอบเขตที่เหมาะสม เพื่อให้เราพัฒนาไปสู่ความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพและมีความสุขในระยะยาว
