อายุ 22 ปี และกำลังพยายามไม่โทษตัวเอง
เราออกมาอยู่คนเดียวตั้งแต่อายุ 18 ปี
ตอนนั้นเป็นช่วงโควิดพอดี หลังจบ ปวช. เราไม่ได้เรียนต่อ ไม่ใช่เพราะไม่อยากเรียน แต่เพราะสภาพการเงินในตอนนั้นทำให้ต้องเลือกทำงานก่อน
ตั้งแต่นั้นมา เราหางานทำมาตลอด ดูแลค่าใช้จ่ายตัวเองมาตลอด และแทบไม่เคยทำให้ที่บ้านเดือดร้อนเรื่องเงินเลย
จนกระทั่งอายุ 22 ปี เราตัดสินใจซื้อบ้าน
ตอนน ั้นคิดแค่ว่าอยู่กรุงเทพเป็นหลักอยู่แล้ว ค่าเช่าก็แพง ถ้าต้องจ่ายทุกเดือนอยู่ดี เอาเงินมาผ่อนบ้านน่าจะดีกว่า เพราะตอนนั้นก็มีเงินเก็บเงินกินเงินเที่ยว ปกติ แล้วธนาคารก็อนุมัติจริงๆ
ฉันเลยมีบ้านเป็นของตัวเองตอนอายุ 22
ตอนนั้นคิดว่าตัวเองกำลังเดินมาถูกทาง แต่หลังจากนั้นไม่นาน ฉันลาออกจากงาน ด้วยปัญหาหลายอย่างในที่ทำงาน ทั้งระบบการทำงานและความรู้สึกหมดไฟที่สะสมมานาน เราตกงานอยู่ประมาณ 2 เดือน ช่วงแรกยังพอรับมือได้ เพราะมีเงินเก็บ แต่พอเวลาผ่านไป เงินในบัญชีก็ลดลงเรื่อยๆ จากที่เคยคิดว่า “ยังไหว” กลายเป็น “เริ่มไม่ไหวแล้ว”
สุดท้ายเราต้องรีบหางานใหม่ และยอมรับงานที่เงินเดือนน้อยกว่าที่เดิมเกือบ 50% เพราะตอนนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือการมีรายได้เข้ามา
แต่ปัญหาคือ รายได ้นั้นไม่พอกับค่าใช้จ่ายที่มี เราเลยต้องกลับมาขอความช่วยเหลือจากที่บ้าน บางเดือนหลักพัน บางเดือนเกือบหลักหมื่น และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกแย่ที่สุด
ไม่ใช่การตกงาน ไม่ใช่เงินเดือนที่ลดลง แต่เป็นความรู้สึกที่ว่า…
คนที่ควรทำให้พ่อแม่สบายใจ กลับกลายเป็นคนที่ทำให้พวกเขาต้องกังวล
เราผิดหวังในตัวเองมาก แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็พยายามเตือนตัวเองว่า ชีวิตคนเราไม่ได้เดินเป็นเส้นตรงเสมอไป บางช่วงเราก็เป็นคนดูแลคนอื่น บางช่วงเราก็เป็นคนที่ต้องยอมรับความช่วยเหลือ
ตอนนี้ฉันยังไม่ได้เก่ง ยังไม่ได้สำเร็จ และยังมีเรื่องให้กังวลอีกเยอะ
แต่ฉันกำลังพยายามกลับมายืนด้วยขาของตัวเองอีกครั้ง
และหวังว่าสักวันหนึ่ง เราจะตอบแทนคนที่คอยช่วยเหลือฉันในวันที่ลำบากได้
#ออกจากงาน #ชีวิตหลังตกงาน #ชีวิตวัย22 #เรื่องเล่าชีวิตเหมือนกราฟ















































สู้ๆนะคะ✌️✌️