บุคลิกการใช้เงินการหาเงิน กลไกใจของเรา
A — คนที่เก็บเงินได้เมื่อ “รู้สึกปลอดภัย”
ลักษณะจิตใจ
เราเก็บเงินได้ดีเมื่อชีวิตนิ่ง ไม่กังวล ไม่ต้องลุ้นรายได้
ถ้าเงินเข้ามาแบบคาดเดาได้ เราจะไม่ฟุ้ง ไม่ใช้เกินตัว
ปริมาณเงินที่มีโอกาสเก็บได้
ประมาณ ระดับกลาง แต่มั่นคง
เงินจะค่อยๆ เพิ่มแบบไม่หวือหวา
วิธีหาเงินที่เหมาะกับใจเรา
รายได้ประจำ
งานที่รู้ล่วงหน้าว่าได้เงินเท่าไห ร่
งานดูแลลูกค้า งานบริการ งานที่มีโครงสร้าง
จุดที่ต้องระวัง
ถ้าเริ่มรู้สึกไม่มั่นคง เราจะเผลอใช้เงินเพื่อคลายความกังวล
B — คนที่เงินหายเพราะ “อารมณ์ดีเกินไป”
ลักษณะจิตใจ
เราใช้เงินเก่งตอนรู้สึกดี มีความสุข หรืออยากแชร์ความสุขกับคนอื่น
เงินมักออกไปกับของสวยงาม ความรัก การเข้าสังคม
ปริมาณเงินที่เก็บได้จริง
มัก ต่ำกว่าศักยภาพ เพราะใช้เงินตามความรู้สึก
วิธีหาเงินที่เหมาะกับใจเรา
งานขาย งานพูด งานครีเอทีฟ
งานออนไลน์ งานที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์
รายได้จากความชอบหรือความถนัดส่วนตัว
วิธีแก้เชิงจิตวิทยา
ตั้งกติกาให้ตัวเองว่า
“ถ้าจะใช้เงินกับความสุข ต้องเก็บเงินให้ตัวเองก่อนเสมอ”
C — คนที่เก็บเงินได้เมื่อ “รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า”
ลักษ ณะจิตใจ
เราจะตั้งใจทำงานและเก็บเงินมาก เมื่อรู้สึกว่าความเหนื่อยของเรามีความหมาย
ถ้างานไม่เห็นคุณค่า เราจะหมดไฟ และการเงินจะสะดุด
ปริมาณเงินที่เก็บได้
มีโอกาส เก็บได้มากที่สุดในบรรดาทุกช่อง
ถ้าเราภูมิใจกับสิ่งที่ทำ
วิธีหาเงินที่เหมาะกับใจเรา
งานเสริมจริงจัง
งานที่ต้องรับผิดชอบสูง
งานที่สร้างผลลัพธ์ชัด เช่น ทำยอด ทำโปรเจกต์
จุดแข็ง
ถ้าเรามีเป้าหมาย เงินจะไม่หลุดง่าย
D — คนที่เก็บเงินได้เมื่อ “กล้าตั้งขอบเขต”
ลักษณะจิตใจ
เราเป็นคนมีมาตรฐาน แต่บางครั้งกลัวคนไม่พอใจ
จึงเผลอลดราคา ยอม เสียเปรียบ หรือแบกรับภาระเกินจำเป็น
ปริมาณเงินที่เก็บได้
ขึ้นอยู่กับว่าเรากล้าพูดว่า “พอ” แค่ไหน
ถ้ากล้า เงินจะนิ่งและโต
วิธีหาเงินที่เหมาะกับใจเรา
งานพรีเมียม
งานที่ใช้ความน่าเชื่อถือ
งานบริหาร งานจัดการ งานที่คนต้องพึ่งเรา
บทเรียนสำคัญ
การตั้งขอบเขต = การเคารพคุณค่าของตัวเอง = เงินไม่รั่ว
ในชีวิตจริง ผมพบว่าการเข้าใจบุคลิกการใช้เงินที่แตกต่างกันนั้นช่วยให้วางแผนการเงินได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นมาก บางคนเหมือนในแบบ A ที่เก็บเงินได้ดีเมื่อรู้สึกปลอดภัย พวกเขามักชอบรายได้ประจำและงานที่มีโครงสร้างชัดเจน เมื่อชีวิตนิ่งและคาดเดารายได้ได้ก็ทำให้ไม่ฟุ้งใช้จ่ายเกินตัว แต่ถ้าเริ่มกังวลหรือไม่มั่นคงก็อาจหยิบเงินมาใช้เพื่อลดความเครียดโดยไม่รู้ตัว ส่วนบุคลิกแบบ B ที่ใช้จ่ายตามอารมณ์มักจะเสียเงินไปกับความสุข ความสวยงาม และการเข้าสังคม วิธีที่ได้ผลสำหรับคนกลุ่มนี้คือการตั้งกติกาให้เข้มงวด เช่น ต้องเก็บเงินก่อนใช้จ่าย โดยเน้นหารายได้จากงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์หรือปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เช่น งานขาย งานออนไลน์ คนที่อยู่ในกลุ่ม C จะมีแรงจูงใจสูงเมื่องานมีคุณค่าและเป้าหมายชัดเจน พวกเขามักเก็บเงินได้มากที่สุดถ้ารู้สึกว่าความเหนื่อยและความพยายามของตัวเองสำคัญ งานที่เหมาะจึงเป็นงานเสริมที่รับผิดชอบสูงและสร้างผลลัพธ์ชัดเจน เช่น โปรเจกต์ต่างๆ สำหรับกลุ่ม D ที่ต้องการตั้งขอบเขตและกล้ายอมรับคำว่า "พอ" การเก็บเงินจะประสบความสำเร็จมากถ้าไม่ยอมเสียเปรียบหรือลดราคาตัวเอง งานที่เหมาะมักเป็นงานบริหาร จัดการ หรืองานพรีเมียมซึ่งต้องใช้ความน่าเชื่อถือสูง จากประสบการณ์ส่วนตัว การทำความเข้าใจตัวเองอย่างลึกซึ้งถึงกลไกในใจที่เกี่ยวกับการใช้และเก็บเงิน ช่วยให้จัดการด้านการเงินได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดความเครียดจากปัญหาการเงินอย่างมาก ทั้งนี้ การตั้งกติกาที่สอดคล้องกับบุคลิกตัวเองเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เป้าหมายทางการเงินเป็นจริงได้อย่างยั่งยืน

ตรงเกิ๊นน👍❤️