พระพุทธเจ้าชนะมาร (แปลพาหุงบทแรก)
พาหุงมหากา บทที่ 1 เป็นบทที่กล่าวถึงชัยชนะครั้งแรกของพระพุทธเจ้าเหนือพญามาร ก่อนตรัสรู้
บทบาลี
พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง
ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง
ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ
แปลศัพท์โดยละเอียด
พาหุง = แขน (ในที่นี้หมายถึง แขนจำนวนมาก)
สะหัสสะ = หนึ่งพัน
มะภินิมมิตะ = เนรมิตขึ้น
สาวุธันตัง = พร ้อมอาวุธต่าง ๆ
ครีเมขะลัง = คิรีเมขละ ชื่อช้างทรงของพญามาร
อุทิตะ = ปรากฏขึ้น
โฆระ = น่ากลัว ร้ายกาจ
สะเสนะ = พร้อมกองทัพ
มารัง = พญามาร
ทานาทิธัมมะวิธินา = ด้วยวิธีแห่งธรรม คือทานและบารมีทั้งหลาย
ชิตะวา = ทรงชนะแล้ว
มุนินโท = พระมุนีผู้เป็นใหญ่ คือพระพุทธเจ้า
ตันเตชะสา = ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น
ภะวะตุ เต = ขอจงมีแก่ท่าน
ชะยะมังคะลานิ = มงคลแห่งชัยชนะทั้งหลาย
ความหมายรวม
พระจอมมุนีทรงชนะพญามารผู้ร้ายกาจ ซึ่งยกกองทัพใหญ่พร้อมอาวุธนานาชนิด ขี่ช้างคิรีเมขละและมีแขนเนรมิตนับพัน ด้วยอานุภาพแห่งบารมีและคุณธรรมทั้งหลาย ขอชัยมงคลนั้นจงมีแก่ท่าน
ในคืนอันเงียบสงบคืนหนึ่ง เจ้าชายสิทธัตถะผู้ละทิ้งความสุขในวังมานานหลายปี เสด็จมาประทับนั่งใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา พระองค์ทรงตั้งสัตย์อธิษฐาน ว่า
“หากยังไม่พบหนทางแห่งความพ้นทุกข์ แม้เลือดเนื้อจะเหือดแห้งไป เราก็จะไม่ลุกจากที่แห่งนี้”
พระองค์นั่งนิ่งดุจภูเขาหินใหญ่ ใต้แสงดาวที่ส่องประกายเต็มท้องฟ้า
แต่ในอีกภพหนึ่ง พญามารผู้ครองอำนาจเหนือกิเลสทั้งหลายกลับกระสับกระส่ายใจ เขารู้ว่าหากเจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้สำเร็จ สัตว์โลกจำนวนมากจะหลุดพ้นจากอำนาจของตน
“ไม่ได้!” พญามารคำราม “เราจะปล่อยให้เขาตรัสรู้ไม่ได้!”
ทันใดนั้น กองทัพมารมหึมาก็ถูกระดมพล เสียงกลองศึกดังกึกก้องไปทั่วจักรวาล ยักษ์ อสูร ปีศาจ และภูตผีร้ายมากมายพากันเคลื่อนพลเข้าหาต้นโพธิ์ ราวกับพายุสีดำที่กลืนกินขอบฟ้า
ตรงกลางกองทัพนั้น พญามารประทับอยู่บนช้างยักษ์ชื่อคิรีเมขละ ช้างมหึมาที่สูงดั่งภูเขา ทุกย่างก้าวทำให้แผ่นดินสั่นสะเทือน
เมื่อมาถึง พญามารชี้นิ้วไปยังพระโพธิสัตว์
“จงลุกไปจากที่นั่งนั้น! ที่แห่งนี้เป็นของเรา!”
พระโพธิสัตว์ไม่ตรัสตอบแม้แต่คำเดียว
ความเงียบนั้นยิ่งทำให้พญามารเดือดดาล
กองทัพมารจึงเริ่มโจมตี ห่าธนูพุ่งลงมาจากท้องฟ้าราวสายฝน หอก ดาบ ขวาน และจักรนับไม่ถ้วนถูกขว้างใส่พระองค์ บางตนถึงกับยกภูเขาทั้งลูกขึ้นหวังจะบดขยี้พระองค์ให้สิ้น
แต่สิ่งอัศจรรย์ก็เกิดขึ้น
อาวุธทุกชิ้นที่พุ่งเข้ามา เมื่อเข้าใกล้พระโพธิสัตว์กลับกลายเป็นดอกไม้หอมอ่อน ๆ ลอยตกลงแทบพระบาท
ดาบกลายเป็นดอกบัว
หอกกลายเป็นพวงมาลัย
ลูกศรกลายเป็นกลีบดอกไม้
ไม่มีสิ่งใดแตะต้องพระองค์ได้เลย
พญามารยิ่งโกรธแค้น
เมื่อกำลังไม่อาจเอาชนะได้ เขาจึงใช้เล่ห์กลแทน
“เจ้ามีสิทธิ์อะไรจะนั่งบนบัลลังก์แห่งการตรัสรู้?” เขาตะโกนก้อง “ใครจะเป็นพยานให้เจ้า?”
แล้วพญามารก็หันไปยังกองทัพมหาศาลเบื้องหลัง
ทันใดนั้น เสียงคำรามจากเหล่าเสนามารก็ดังสนั่น
“พวกเราเป็นพยานให้พญามาร!”
เสียงนั้นดังก้องไปทั่วท้องฟ้า
พระโพธิสัตว์ยังคงสงบนิ่ง พระองค์มิได้โต้เถียงแม้แต่น้อย
จากนั้น พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์ขวาลงแตะพื้นดินเบื้องล่างอย่างแผ่วเบา
“แผ่นดินนี้จักเป็นพยานแก่เรา”
ทันทีที่พระหัตถ์สัมผัสพื้น โลกทั้งโลกก็สั่นสะเทือน
แผ่นดินคำรามก้อง ดุจเสียงฟ้าร้อง
ตามตำนานกล่าวว่า พระแม่ธรณีผู้เป็นสักขีพยานแห่งบุญบารมีที่พระโพธิสัตว์สั่งสมมานับชาติไม่ถ้วน ได้ปรากฏขึ้นและเป็นพยานว่าพระองค์ได้บำเพ็ญทาน รักษาศีล และสร้างคุณความดีมาหลายภพหลายชาติจริง
เมื่อความจริงปรากฏ กองทัพมารที่เคยเกรียงไกรก็เริ่มหวาดหวั่น
เสียงคำรามค่อย ๆ เงียบลง
ความมืดที่ปกคลุมฟ้าดินเริ่มจางหาย
พญามารรู้ทันทีว่าตนพ่ายแพ้แล้ว
ไม่ใช่เพราะถูกอาวุธที่ร้ายแรงกว่า
ไม่ใช่เพราะถูกกำลังที่มากกว่า
แต่เพราะไม่อาจเอาชนะความบริสุทธิ์ ความอดทน และบารมีอันยิ่งใหญ่ของพระโพธิสัตว์ได้
ในที่สุด พญามารและกองทัพทั้งหมดก็ถอยหนีหายไปในความมืด
ใต้ต้นโพธิ์ นั้น เหลือเพียงชายผู้หนึ่งนั่งสงบนิ่งท่ามกลางแสงดาว
ตลอดคืนนั้น พระองค์ทรงเจริญสมาธิอย่างลึกซึ้ง จนเมื่อดาวประกายพรึกปรากฏขึ้นในยามรุ่งอรุณ พระองค์ก็ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ค้นพบหนทางแห่งการดับทุกข์ด้วยพระองค์เอง
และนี่คือชัยชนะที่พาหุงบทแรกกล่าวถึง — ชัยชนะที่ไม่ได้เกิดจากดาบ หอก หรือสงคราม แต่เป็นชัยชนะเหนือความโลภ ความโกรธ ความหลง และความหวาดกลัวทั้งปวงที่ซ่อนอยู่ในใจของสรรพสัตว์










